<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302</id><updated>2011-11-23T02:17:10.015+07:00</updated><category term='ทวิลักษณ์'/><category term='มาธยมิก'/><category term='มัชฌิมาปฏิปทา'/><category term='มหายาน'/><category term='ความเป็นกลาง'/><category term='ตรรกะ'/><category term='ทางสายกลาง'/><category term='หินก้าว'/><category term='ความเป็นธรรม'/><category term='นาคารชุน'/><title type='text'>THE.PATH.IS.THE.GOAL</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://vichak.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>405</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-7899003721578601695</id><published>2011-06-10T18:16:00.001+07:00</published><updated>2011-06-10T18:17:06.541+07:00</updated><title type='text'>๕) ช่วงแลกเปลี่ยนกับผู้ร่วมฟังเสวนา</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;งานร้อยคน ร้อยธรรม ร้อยห้าปีพุทธทาส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับ วิจักขณ์ พานิช ณ สวนโมกข์กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๕) ช่วงแลกเปลี่ยนกับผู้ร่วมฟังเสวนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-hopJY8Y-5hE/TfH820wIzHI/AAAAAAAABPc/bHOvOSrAZ8Q/s1600/_1_%257E1.JPG" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="200" src="http://2.bp.blogspot.com/-hopJY8Y-5hE/TfH820wIzHI/AAAAAAAABPc/bHOvOSrAZ8Q/s200/_1_%257E1.JPG" t8="true" width="141" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร &lt;/strong&gt;เชิญคำถามด้านล่าง มีไหมค่ะ เห็นคุณบัญชาจดไว้หลายประเด็นมากเลย&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ไม่เห็นด้วยก็ได้นะครับ&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร &lt;/strong&gt;คำว่ากัลยาณมิตรในยุคปัจจุบันมันสำคัญแค่ไหนคะคุณวิจักขณ์&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; สำคัญมากครับ ทุกวันนี้เพื่อนก็หายากขึ้น คนรู้จักเยอะขึ้น แต่เพื่อนกลับมีน้อย คนที่ยอมรับในสิ่งที่เราเป็นจริงๆ และสามารถเดินร่วมทางไปด้วยกันได้ แล้วก็ไม่ได้มองภาพกันที่ความสมบูรณ์แบบ แต่เราเป็นมิตรกัน... เป็นมิตรกัน ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ยากในปัจจุบัน แล้วก็ยิ่งในบริบทของเรื่องธรรมะแล้วเนี่ย มันเป็นเรื่องของความคาดหวังซะเยอะ (ลากเสียงยาว) เค้าจะต้องเป็นคนดี เป็นแบบอย่างที่ดี บริสุทธิ์ ไม่ด่างพร้อย เป็นที่พึ่งให้กับเราได้ ฯลฯ เราไม่ได้มองว่าธรรมะเป็นเรื่องของชีวิต การลองผิดลองถูกของแต่ละคน &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร &lt;/strong&gt;มิตร หรือ กัลยาณมิตรเนี่ย มีส่วนที่จะทำให้เราเข้าใจพุทธศาสนามากขึ้นไหมคะ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; โห... มากๆเลยครับ สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะพุทธศาสนาเป็นเรื่องของชีวิต เป็นเรื่องของการเผชิญความทุกข์ เป็นเรื่องของการเข้าใจแง่มุมของความเป็นมนุษย์นะครับ การที่เราไม่มีมิตร แล้วเราเชื่อมั่นในความเข้าใจทางศาสนาของตัวเราเองเนี่ย เป็นเรื่องอันตรายครับ แล้วก็ มันจะทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราไมได้ถูกทำความเข้าใจจริงๆ เรามองด้านเดียวของตัวเองซะมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร &lt;/strong&gt;แล้วมิตรก็ไม่ต้องเห็นด้านเดียวกัน ไม่ต้องเห็นด้วยกับเรา&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ใช่ สำคัญมากๆเลยนะครับ คนที่เป็นเพื่อนต้องกล้าพูดในสิ่งที่เราไม่อยากได้ยิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; อื้มมม นะคะ นิมนต์ค่ะ พระอาจารย์&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พระ&lt;/strong&gt; ขอเจริญพร ท่านโยมอาจารย์ เท่าที่ฟังมาก็รู้สึกมีความหวัง ความหวังที่สังคมไทยจะได้เข้าสู่เนื้อหาสาระของพระพุทธศาสนาที่มากขึ้น เท่าที่ฟังอาจารย์มา แล้วทีนี้ในสมัยที่ท่านพุทธทาสท่านมุ่งมั่นเผยแผ่ธรรมะนี้ เท่าที่อาตมาได้ทราบมาก็คือว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้เป็นภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมที่เป็นอยู่ในบริบทของวัฒนธรรมไทย ทีนี้พอมาถึงในยุคปัจจุบันนี้ ขอถามท่านอาจารย์ว่า เป็นห่วงหรือไม่ว่าคำสอนแล้วก็ตัวของท่านพุทธทาสจะกลายเป็นภูเขาลูกที่สี่ที่จะขัดขวางไม่ให้คนเข้าถึงวิถีพุทธธรรม ท่านอาจารย์เคยคิดในประเด็นนี้อย่างไร แล้วทีนี้ เห็นด้วยกับที่อาจารย์บอกว่ามาล้อท่านอาจารย์พุทธทาส แล้วอาจารย์มองเห็นจุดอ่อนอะไรบ้างที่ท่านพุทธทาสทำมาตลอดชีวิตนั้น แล้วมีจุดไหนบ้างที่เราจะต้องเน้นมากๆ ในสถานการณ์ของโลกหรือของประเทศไทยในยุคปัจจุบันนี้ จากคำสอนของท่านพุทธทาส เราจะเน้นจุดไหนเพื่อให้เป็นประโยชน์สูงสุดในยุคปัจจุบันนี้ เจริญพร ท่านอาจารย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; กราบขอบพระคุณพระอาจารย์นะคะ คำถามของท่านดีมากทั้งสามประเด็น&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; คำถามของหลวงพี่ดีมากเลยครับ คำถามแรกผมคิดว่ามันก็เป็นคำตอบในตัวของมันเองอยู่แล้ว เราอาจจะถามตัวเราเองก็ได้ ใครยังไม่เคยอ่านภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม ลองไปอ่านดูก็ได้นะครับ เป็นคำสอนที่ผมว่ายังสดอยู่เลยนะ มีอะไรบางอย่างที่มีชีวิตชีวาในปาฐกถานี้อยู่เยอะ เป็นคำถามที่ดีครับว่า แล้วตัวท่านอาจารย์พุทธทาสเองจะกลายเป็นภูเขากั้นขวางไม่ให้เราเข้าถึงพระธรรมหรือเปล่า เรามองท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นยังไง เราสัมพันธ์กับท่านยังไง เราใช้ท่านเป็นทางจริงๆหรือเปล่า เราเหยียบท่านจริงๆหรือเปล่า หรือว่าเราทำอะไรกับท่าน ทำไมล่ะครับ เหยียบท่านอาจารย์แล้วเป็นยังไง คือเราใช้ท่านเป็นทาง เราเคารพท่านอ่ะครับ ใช่ไหมครับ ไม่รู้หลวงพี่คิดยังไงครับกับมุมมองแบบนี้ ใช้ท่านอาจารย์เป็นทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พระ&lt;/strong&gt; เท่าที่อาตมาได้ศึกษา ก็ไม่ได้รู้อะไรลึกซึ้งมาก แต่เห็นว่าวิถีชีวิตของท่านนี้ น่ะจะสนับสนุนให้มีคนแบบอาจารย์นี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็เป็นกัลยาณมิตรกัน อาตมาก็เชื่อว่าตอนที่อาจารย์สุลักษณ์ไปสนทนากับท่านพุทธทาส ท่านพุทธทาสก็ชอบอาจารย์สุลักษณ์ ถ้าอาจารย์พุทธทาสได้นั่งร่วมในวงสนทนาวันนี้ คิดว่าท่านก็คงชอบอาจารย์วิจักขณ์เหมือนกัน คิดว่าคงไม่เข้าใจผิดนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์กลายมาเป็นภูเขาขวางวิถีพุทธธรรมในยุคนั้น แล้วก็ที่เป็นห่วงในความรู้สึกของอาตมาว่าท่านพุทธทาสจะกลายมาเป็นภูเขาลูกที่สี่นี้คิดว่าเกิดจากการที่เราไม่ได้มาพูดมาคุย แล้วก็ไม่ได้มาตีประเด็นกันนี่แหละ อาจจะมีหลายคนที่ปรารถนาดี แต่ไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้ พอเผยแผ่ไปมากๆ เข้า ท่านพุทธทาสกลายเป็นอีกสถาบันหนึ่งขึ้นมา ก็เลยยิ่งขวางไปใหญ่ เป็นการตัดรอน กีดขวางไม่ให้เกิดคนรุ่นใหม่ๆขึ้นมาในมุมที่แตกต่างขึ้น นี่คือความคิดเห็นของอาตมา ทีนี้ก็เลยอยากจะถามว่าอาจารย์มองเห็นจุดอ่อนหรือจุดไหนที่ท่านพุทธทาสทำมาตลอดชีวิตแล้วมันล้มเหลวไหม แล้วก็มีจุดไหนบ้างที่จะต้องเน้นย้ำจากงานที่ท่านพุทธทาสทำไว้เพื่อสืบต่อๆไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ผมมองว่าท่านอาจารย์ไม่ได้มีจุดอ่อนหรอกครับ คือจะให้ทุกคนเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ เป็นซุปเปอร์แมนทำทุกอย่างก็เป็นไปไม่ได้ใช่ไหมครับ คือมันต้องวางรากฐาน วางเหตุวางปัจจัยมา ตอนนี้ก็เป็นหน้าที่ของเราคนรุ่นปัจจุบันที่จะเคลื่อนกันต่อไปและทำให้เกิดการงอกงามในนั้น แต่ส่วนตัวผมคิดว่าสิ่งที่ท่านอาจารย์ไม่ได้ทำก็คือ การเข้าใจโลกในมุมมองของโลก นะครับ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นจุดอ่อนเลย คือมันเป็นข้อจำกัดอ่ะครับ คือท่านอาจารย์ไม่ได้ลงมาคลุกคลีกับวิถีชีวิตทางโลกมากนักอ่ะครับ เพราะฉะนั้นหลายๆอย่างที่เราจะนำคำสอนท่านอาจารย์มาประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตทางโลก มันก็เลยไม่ค่อยแมทช์กันซะทีเดียวในรายละเอียดหรือในความละเอียดอ่อนของมัน มันไม่แมทช์ นอกจากเราจะเอาไปใช้ทดสอบด้วยตัวของเราเอง จนมันกลายเป็นประสบการณ์ของเราเองอีกทีหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร &lt;/strong&gt;เพราะว่าธรรมชาติของท่านก็เป็นพระสงฆ์&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ใช่ ไม่ได้เป็นปัญหาของท่านอาจารย์โดยตัวของท่านเอง แล้วก็อีกอย่างที่ผมเห็นด้วยกับอาจารย์สุลักษณ์ อาจารย์สุลักษณ์เคยพูดไว้ก็คือ ท่านอาจารย์ใช้เวลากับการทำงานเขียนหรืองานเทศน์มาก เพราะว่ามันเป็นการวางรากฐานในแนวคิด โดยที่ท่านใช้เวลาน้อยมากกับการสร้างสังฆะ หรือลูกศิษย์ลูกหาที่ใกล้ชิด ซึ่งตรงนี้ มันก็ไม่ถูกทั้งหมดซะทีเดียว แต่ก็มีแนวโน้มนั้นอยู่ ระยะห่างที่ท่านอาจารย์มีให้กับลูกศิษย์ มันทำให้มีช่องว่างมาก ซึ่งด้านหนึ่งก็เป็นข้อดี อีกด้านก็เป็นข้อเสียอยู่น่ะครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; แล้วคำสอนไหนที่เป็นจุดเด่นที่พวกเราในยุคปัจจุบันควรจะยึดถือ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมแล้วกันครับ (หัวเราะ) ....ก็แล้วแต่จะเลือก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; เชิญคุณบัญชาค่ะ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;บัญชา&lt;/strong&gt; เนื่องจากว่าวิทยากรเป็นนักวิชาการยุคใหม่ เป็นคนรุ่นใหม่ แล้วก็ได้ศึกษาแนวพุทธ หรือว่าลัทธิพุทธหลายลัทธิ อย่างค่อนข้างจะเอาจริงเอาจังนะครับ ก็เป็นของใหม่มาก ผมสารภาพก่อนว่าตัวผมเองเนี่ยก็ไม่สามารถเข้าถึงลัทธิต่างๆ ได้ทั่วถึง แต่ว่าผมมีความมั่นใจอยู่อย่างหนึ่งว่า ท่านอาจารย์พุทธทาสเนี่ย ได้อธิบายธรรมะง่ายๆและเป็นวิทยาศาสตร์ ให้ทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ทุกแง่ทุกมุมนะครับ ถ้าเราไปจับเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของท่านอาจารย์ขึ้นมา แล้วก็โต้ บางทีก็ยังไม่ตรงแนวตรงทาง ท่านจะต้องศึกษาท่านอาจารย์ให้รอบด้าน แล้วท่านก็จะพบว่าสิ่งต่างๆมันเชื่อมโยง มันโยงใยเป็นเหตุเป็นผลกัน ส่งเสริมกัน ผมไม่ทราบคำถามของท่านพระคุณเจ้าชัดเจนเท่าไหร่นักนะครับ ผมขอยกตัวอย่างสิ่งที่ผมมีประสบการณ์ซึ่งน่าสนใจมาก คุณสุพจน์ ด่านตระกูล ซึ่งวายชนม์ไปแล้วนะครับ ซึ่งเป็นนักคิด นักเขียน ที่รักความเป็นธรรม แล้วก็เป็นผู้ที่เขียนเฉพาะสิ่งที่ตัวเองมั่นใจว่าเป็นสัจจะ เป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง หรือทางด้านจิตวิญญาณหรือศาสนา คุณสุพจน์ ด่านตระกูล ท่านบอกว่าท่านอาจารย์พุทธทาสอธิบายธรรมะที่ถูกต้อง แล้วก็แม่นยำ แล้วก็เป็นประโยชน์ไปหมดเลย แต่ท่านพูดผิดอยู่ประโยคหนึ่ง ท่านบอกว่าคนยากจนเพราะขี้เกียจ คุณสุพจน์ ด่านตระกูล บอกว่าไม่ใช่เลย คนยากจนเพราะถูกกดขี่ ขูดรีด อย่างนี้เป็นต้นนะครับ คือหมายความว่าท่านไปจับเอาประโยคเดียว หรือส่วนเดียวของท่านอาจารย์ขณะที่เทศน์หรือสั่งสอนว่าความขยันหมั่นเพียรเกิดผลประโยชน์อย่างไร แล้วก็ความเกียจคร้านในการทำงานมีผลอย่างไร ซึ่งก็ถูกครับ คุณสุพจน์ ด่านตระกูล ก็ถูก เพราะว่าการกดขี่ขูดรีดในสังคมโลกใบนี้มันเยอะเหลือเกินนะครับ แต่ว่าสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่เห็นได้ง่ายที่สุดก็คือความเกียจคร้าน ความไม่บากบั่นก็ทำให้ยากจนเช่นกัน สองอย่างไปพร้อมกัน เพราะฉะนั้นเรื่อง ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม หรือประโยคที่ว่าท่านอาจารย์พุทธทาสจะเป็นภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมลูกที่สี่หรือเปล่านี้ ผมฟังแล้วก็ ไม่มีนะ ไม่มีความเข้าใจ ไม่มีน้ำหนักในทัศนะผม อาจจะต้องขอสนทนาให้ละเอียดลึกซึ้งกว่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ดีครับ จัดเสวนาเรื่องนี้เลยครับ ผมเห็นด้วยว่าน่าจะคุยกันให้มากกว่านี้ จะได้แลกเปลี่ยนมุมมองกัน&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; มีประเด็นหนึ่งที่ขอสอบถามเพิ่มเติมนะคะ จากคุณบัญชาเลย คือการที่คนรุ่นหลัง หรืออาจจะคนรุ่นเดียวกับท่านนี่แหละ หยิบจับเอาคำพูดบางส่วนบางตอน แล้วมาตีความกัน โดยที่ไม่ได้อ่านที่มาหรือที่ไปของคำพูดนั้นๆเนี่ย ในมุมมองของคุณวิจักขณ์มีส่วนที่ทำให้ความเข้าใจและคำสอนคลาดเคลื่อนและบิดพลิ้วมากน้อยแค่ไหนคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์ &lt;/strong&gt;คือผมว่ามันมีสองส่วนนะครับ เวลาที่เราศึกษาพุทธศาสนา เราต้องเข้าใจนะครับว่าคำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาสไม่ใช่มีแต่ตัวปัญญาญาณ (Wisdom) ไว้ดับทุกข์เพียงอย่างเดียวอย่างที่สาวกชอบอ้างกัน มันเป็นเรื่องความคิดและความรู้ (Knowledge) เยอะเหมือนกัน เท่านั้นไม่พอ ยังเป็นการนำไปใช้หรือ Applied Knowledge ซะเยอะด้วย การเชื่อมความเข้าใจไปในแง่สังคมวิทยาท่านอาจารย์ก็ทำไว้ไม่น้อย อย่างเช่นเรื่องธรรมะกับการเมือง ตุลาการิกธรรม เยาวชนกับศีลธรรม ธรรมะในฐานะวิทยาศาสตร์ แบบนี้ท่านอาจารย์พูดไว้ไม่น้อยเลย ซึ่งมันไม่ใช่ absolute truth เพราะฉะนั้นผมมองว่ามันมีสองส่วนที่จะต้องทำกับงานท่านอาจารย์ ก็คือหนึ่ง การรีวิว การมองใหม่อีกรอบ “รี-วิว” คือการทบทวนคำสอนของท่านอาจารย์ในบริบทของท่านอาจารย์ เข้าใจว่าท่านอาจารย์ต้องการจะสื่อสารอะไร ผมเห็นด้วยว่าเราควรจะให้ความแฟร์กับท่านอาจารย์ระดับหนึ่ง ว่าในบริบทตอนนั้นที่ท่านอาจารย์มีชีวิตอยู่ ท่านอาจารย์พูดสิ่งเหล่านี้เพราะอะไร ท่านเห็นอะไร แล้วข้อจำกัดต่างๆในทางสังคมมันมีอะไรบ้าง อันนี้คือการรีวิว นะครับ แต่อีกส่วนที่สำคัญก็คือการครีติก คือการวิพากษ์ วิพากษ์นี้ต้องคำนึงถึงแง่มุมของเราแล้วครับ คำนึงถึงแง่มุมที่เราอยู่ ปัญหาของเราตอนนี้ คำสอนแบบท่านอาจารย์ใช้ไม่ได้ยังไง มันจำกัดยังไง อย่างกรณีของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล ที่คุณบัญชา (เฉลิมชัยกิจ) ยกมา นั่นถือเป็นตัวอย่างง่ายๆ คุณสุพจน์โต้ท่านอาจารย์ว่าสิ่งที่เขามองเห็นคือการกดขี่ขูดรีดน่ะครับ แล้วคำสอนของท่านอาจารย์ที่บอกว่า คนจนเพราะเกียจคร้านเนี่ย มันผิด มันใช้ไมได้ ก็ต้องครีติก ถูกแล้ว ต้องเอามุมมองของคนที่มีความทุกข์ตรงนั้นเป็นตัวตั้งอยู่แล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือเราจะไปปกป้องท่านอาจารย์ไว้ตลอดเวลาทำไมครับ กลัวท่านเสื่อมเสียเหรอ กลัวคนไม่รักท่านเคารพท่านเพราะท่านเป็นมนุษย์ที่มีข้อจำกัดงั้นเหรอ (หัวเราะ) ผมว่าท่านไม่แคร์หรอกครับ ท่านไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่เชื่อแล้วอย่างลบหลู่ ท่านไม่ใช่สถาบันหลักของชาติที่ต้องเรียกร้องให้คนออกมาปกป้อง คือท่านอาจารย์ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่กล้าพูดคำสอนจากประสบการณ์ของท่าน ในบริบททางสังคมของท่าน เพราะฉะนั้นมีสองส่วนนะครับที่ต้องแยกให้ออก ส่วนหนึ่งคือรีวิว ส่วนหนึ่งคือครีติก ทำทั้งสองส่วนได้ ไม่มีปัญหาเลย ไม่ขัดแย้งกันด้วย คนที่ศึกษาคำสอนของท่านอาจารย์ รักท่านอาจารย์มาก ก็ต้องหมั่นรีวิว แล้วก็ต้องฟังครีติกด้วย เพื่อที่จะทำให้เราสามารถมองเห็นอะไรบางอย่างลึกซึ้งขึ้น ในแง่มุมเล็กๆที่ต่างออกไป อย่างที่ท่านอาจารย์บอกว่าคนจนเพราะขี้เกียจอย่างเนี้ยะ มันก็ไม่ผิดไง มันไม่ผิดอ่ะ แต่ว่าทุกอย่างที่คนเรามอง เมื่อเป็นมนุษย์อ่ะครับ มันก็มีข้อจำกัด ยิ่งถ้ามันเชื่อมอยู่ในบริบททางสังคมแล้ว มันมีข้อจำกัดทั้งสิ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณทุกคนมากครับ ทั้งผู้จัดงานและผู้ร่วมงานทุกท่าน ผมดีใจมากที่มีโอกาสได้พูดถึงท่านอาจารย์ในโอกาสอันเป็นมงคลแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-7899003721578601695?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/7899003721578601695'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/7899003721578601695'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/06/blog-post_1160.html' title='๕) ช่วงแลกเปลี่ยนกับผู้ร่วมฟังเสวนา'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-hopJY8Y-5hE/TfH820wIzHI/AAAAAAAABPc/bHOvOSrAZ8Q/s72-c/_1_%257E1.JPG' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-3831967059105843659</id><published>2011-06-10T18:08:00.000+07:00</published><updated>2011-06-10T18:08:19.297+07:00</updated><title type='text'>๔) จากวัตถุนิยมสู่วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;งานร้อยคน ร้อยธรรม ร้อยห้าปีพุทธทาส&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;กับ วิจักขณ์ พานิช ณ สวนโมกข์กรุงเทพฯ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-oYvTyiqe_jY/TfH6-gF-37I/AAAAAAAABPY/43L9sZ2uc80/s1600/18.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="200" src="http://3.bp.blogspot.com/-oYvTyiqe_jY/TfH6-gF-37I/AAAAAAAABPY/43L9sZ2uc80/s200/18.jpg" t8="true" width="170" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๔) จากวัตถุนิยมสู่วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร &lt;/strong&gt;งานแปลเล่มล่าสุดของคุณวิจักขณ์ที่ชื่อ “ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ” อยากจะให้อธิบายก่อนว่าวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณคืออะไร และแปลงานเล่มนี้ตั้งใจจะสื่อสารอะไรคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ก็เป็นงานชิ้นสำคัญเล่มนึงครับ ที่ผมตั้งใจแปลมาก เป็นหนังสือที่ชาวตะวันตกถือกันว่าเป็นคู่มือที่คนสนใจพุทธศาสนา must read ต้องหามาอ่านเป็นเบื้องต้นก่อนจะตัดสินใจมาฝึกฝนหรือก่อนจะมาปฏิบัติภาวนา คือ เราต้องเข้าใจอย่างนึงว่า บริบททางสังคมทางพุทธศาสนาตะวันตกเป็นเรื่องที่มันไม่ได้โรแมนติกเหมือนบ้านเรา บ้านเรามีวัฒนธรรมพุทธมายาวนาน แล้วเราก็แทบจะไม่เคยมีประวัติศาสตร์ที่มันเลวร้ายมากของการที่ศาสนาถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เครื่องมือทางอุดมการณ์...อืม.. แต่ก็กำลังจะมีเนาะ แล้ววันนึงเราก็จะรู้ซึ้งว่ามันเลวร้ายยังไง...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทางตะวันตกมีมาแล้ว เค้าเรียนรู้จากความเจ็บปวด เติบโตมาจากรากฐานของการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของความเชื่อที่แตกต่างให้อยู่ร่วมกันได้โดยที่ไม่ต้องฆ่ากัน เพราะฉะนั้นคนที่สนใจพุทธที่นั่นก็เคยผ่านศาสนาแบบที่ถูกผนวกเป็นอุดมการณ์ของรัฐมาแล้ว กดขี่คน และสังหารหมู่คนมาแล้ว วิถีชีวิตของเขาที่ถูกบีบด้วยความเชื่อทางศาสนาที่ว่า อันนี้ทำได้-อันนี้ทำไม่ได้ ก็เยอะมาก ฉะนั้นคนที่เคยผ่านแบบนั้นมา เค้าก็เข็ดกับการที่จะต้องไปสมาทานตัวเองเข้าเป็นศาสนิกของศาสนาๆหนึ่ง แล้วสุดท้ายก็ไม่รู้ว่า....แทนที่กูจะได้อิสรภาพจากการนับถือศาสนา กลายเป็นว่าถูกจองจำด้วยศาสนาหนักเข้าไปอีก รู้สึกผิดบาป กลัวตกนรกเพราะศาสนาหนักเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นพอเค้ามาสนใจพุทธศาสนาปุ๊บเนี่ย เค้าต้องการหนังสือเล่มนึง ที่จะให้แผนที่เค้าจริงๆว่าพุทธศาสนาพูดถึงอะไร และไม่ได้เป็นแผนที่ที่พูดถึงแต่สิ่งที่สวยงาม แต่พูดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นได้ หนังสือเล่มนี้จะพูดถึงเส้นทางหรืออริยมรรคในแบบของพุทธศาสนาทิเบต-อเมริกัน บอกถึงแม้กระทั่งว่าหลุมพรางกับดักที่เราสามารถตกหล่นไปได้ในการเดินบนเส้นทางนี้ หลายๆคนอ่านหนังสือเล่มนี้อาจจะตาสว่างก็ได้ว่า... อ้าว ตายห่า จริงๆแล้วกูก็ติดอยู่ในกับดักนี้อยู่นี่หว่า อาจทำให้เรารู้ตัวมากขึ้นว่าจริงๆแล้วเราอาจจะนำธรรมะของท่านอาจารย์มาเสริมสร้างอัตตาอยู่ก็ได้ ก็เป็นศิษย์พุทธทาสแล้วมันดูเป็นคนดี มีสติปัญญา น่านับถือ ธรรมะธัมโม แต่จริงๆเราก็ไม่ได้สนใจคำสอนของท่านอาจารย์เท่าไหร่หรอก เราก็แค่เอาธรรมะมาเสริมสร้างอัตตาตัวตนของเราเท่านั้นเอง ซึ่งนี่เรียกว่าวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ ซึ่งหนังสือแบบนี้หาอ่านได้ยากในบ้านเรา เพราะนอกจากจะบอกถึงเส้นทางโดยละเอียดแล้ว ยังเป็นลักษณะคำสอนแบบรู้เท่าทันไปซะหมด โดยเฉพาะการหลอกตัวเองของผู้ปฏิบัติภาวนา หรือพวกคนธรรมะธัมโมทั้งหลาย ลอกออกมาให้เห็นเป็นชั้นๆเลย เพราะฉะนั้นถ้าสนใจก็... เล่มแดงเลยครับ (หัวเราะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; ด้านข้างเวทีเลยใช่มั๊ยคะ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; แดงมากเลยครับเล่มนี้&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; ตั้งใจรึเปล่าคะ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์ &lt;/strong&gt;ไม่ครับ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร &lt;/strong&gt;บังเอิญใช่มั๊ย&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; อืม.. มันเป็นเรื่องจิตวิญญาณครับ ...อธิบายยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; คิดว่าหนังสือเล่มนี้ไปสอดคล้องกับปณิธานข้อนึงของท่านพุทธทาส อันนี้ต้องถามเจ้าตัวนะคะว่าโดยบังเอิญหรือว่าโดยปัจจัยอะไร ก็คือปณิธานข้อหนึ่งของท่านอาจารย์ก็คือ ออกมาเสียจากอำนาจวัตถุนิยม คืออันนี้มีความสอดคล้องกันด้วยมั๊ยคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; สอดคล้องมากๆครับ แล้วผมมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้นว่า จริงๆแล้วเรื่องของการถอนตัวออกมาจากวัตถุนิยมมันลึกซึ้งไม่ใช่เล่นเลย.. คือเราก็อาจจะงงนะ ว่าทำไมท่านอาจารย์อุตส่าห์พูดถึงเรื่องนี้ในปณิธาน ๓ ประการ คือข้อแรกนี่ก็ฟังดูดี เออเข้าถึงศาสนาตัวเอง สอง เปิดใจต่อศาสนาอื่น แล้วสามทำไมต้องวัตถุนิยม โอ้โห เล่มนี้พูดไว้อย่างชัดเจนครับในรายละเอียด แล้วมันทำให้เราเห็นมากขึ้นครับว่า คุณค่าทางจิตวิญญาณจริงๆ มันเป็นเรื่องของอิสรภาพในการที่ปัจเจกบุคคลจะสามารถเข้าถึงธรรมะด้วยตัวเราเองจริงๆ แล้วในโลกยุคสมัยที่... เรากำลังอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ ทั้งอุดมการณ์ทางการเมือง อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม ค่านิยม วัฒนธรรม ที่ครอบงำเราอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว จากสินค้าที่เราซื้อ จากสบู่ที่เราเลือกใช้ จากเสื้อที่เราเลือกซื้อ แบรนด์ที่เราเลือกซื้อ อาหารที่เราเลือกกิน รถที่เราเลือกขับ วิถีชีวิตที่เราเลือก แม้แต่ธรรมะที่เราเลือกเสพ มันเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์บางอย่างที่อยู่รอบตัวเราโดยที่เราไม่รู้ตัว และอุดมการณ์หลักอย่างนึงครับ ที่ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบก็ดี เราก็กำลังอยู่ในโลกของวัตถุนิยม ทุนนิยม บริโภคนิยม แล้วเราได้รู้จักมันจริงๆรึเปล่า เราไม่รู้ เพราะว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้เราไม่ได้เป็นคนประดิษฐ์มันขึ้นมา คนตะวันออกไม่เคยดำเนินชีวิตภายใต้สังคมที่ขับเคี่ยวทางอุดมการณ์ แต่แล้วเราก็รับมาแล้วจากตะวันตก เราไม่ได้สร้างหลักคิดเหล่านี้ขึ้นมา เราก็เลยไม่ค่อยจะรู้เท่าทันมันเท่าไหร่ แต่ว่าวัตถุนิยมมันไม่ใช่แค่เรื่องเหล่านี้เท่านั้นครับ พอธรรมะก้าวมาอยู่ในโลกวัตถุนิยม ธรรมะกลับนำคุณค่าแบบวัตถุนิยมมาใช้ เพื่อพรีเซนต์ตัวธรรมะ เพื่อทำให้ธรรมะมีอำนาจมากขึ้น อยู่รอดในสังคมได้ดีขึ้น จนกลายเป็นสถานะของธรรมะ กลายเป็นอำนาจนิยมแบบธรรมะ ที่เรียกว่าธรรมะนิยม (หัวเราะ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งต่างๆเหล่านี้มันอันตรายมาก คือเราเห็นคุณค่าของธรรมะ แต่เราไม่ได้ยืนหยัดในเส้นทางการแสวงหาความหมายของธรรมะ แต่เรากลับไปใช้อุดมการณ์แบบทุนนิยม วัตถุนิยม อำนาจนิยม เพื่อตอบสนองอะไรบางอย่าง “แบบธรรมะ” จนกลายเป็นว่าคนมาปฏิบัติธรรม แต่กลับไปถือคุณค่าแบบวัตถุนิยม ถือคุณค่าแบบจะเอา จะได้ จะมี จะเปลี่ยนตัวเอง จะเป็นคนดียิ่งขึ้น เรามาปฏิบัติธรรม เราเลือกครูบาอาจารย์อย่างกับไปช็อปปิ้ง ครูบาอาจารย์คนนี้พูดดีกูเอา ถ้าพูดไม่ดีกับเรากูก็ไม่เลือก เราเสพธรรมะแบบคำคม เราเสพธรรมะแบบวัตถุนิยม เราเสพธรรมะที่ย่อยง่าย ปฏิบัติง่าย เลือกสิ่งที่เราฟังแล้วเราชอบ ทำให้รู้สึกดีกับตัวเอง ชโลมใจไปวันๆ เราซื้อธรรมะ เราเสพธรรมะ แล้วเราก็ซาบซึ้งกับธรรมะ นี่แหละครับคือวิถีปฏิบัติแบบวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ เราทำแบบนั้นโดยที่เราไม่รู้ตัวนะครับ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นี่แหละคืออำนาจของอัตตาที่บิดเบือนคำสอนทางจิตวิญญาณเพื่อมาตอบสนองตัวเอง ให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย ให้ตัวเองรู้สึกสบาย ให้ตัวเองรู้สึกดีกับตัวเอง ถามว่าผิดมั๊ย ไม่ผิด แต่ใช่การปฏิบัติธรรมจริงๆมั๊ย ไม่ใช่ เพราะไม่มีการขัดเกลาตัวตนผ่านธรรมะเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; สิ่งที่คุณวิจักขณ์มองว่านี่คือสิ่งที่ท่านพุทธทาสพยายามจะบอกให้เราออกมาเสียจากอำนาจวัตถุนิยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์ &lt;/strong&gt;โห นี่แหละครับ ลึกซึ้งยิ่งขึ้นอีกครับ เพราะว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของอุดมการณ์แบบวัตถุนิยมที่กำลังเข้ามาในเมืองไทย ประมาณว่าจักรวรรดิอเมริกันกำลังครอบงำเรา เราต้องกลับไปหาชุมชนหมู่บ้าน... มันไม่ใช่ มันไม่ใช่บริบทในยุคท่านแล้ว ตอนนี้วัตถุนิยมมันแทรกอยู่ในทุกอณูอย่างที่บอก แทบจะทุกลมหายใจ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องธรรมะ คราวนี้เราจะอยู่กับมันได้อย่างไร เราจะรู้ทันตัวเองได้อย่างไร ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องท้าทายมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; กลายเป็นว่าแทนที่เราจะเป็นผู้เลือกใช้วัตถุ วัตถุกลับมาเลือกใช้มนุษย์ ซึ่งกลายเป็นว่าเราจะมีวิถีชีวิตที่จะมารองรับวัตถุยังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ใช่ๆ การบริโภคทุกอย่างของเรา การที่เรามองแค่ว่าเรากินมังสวิรัติ โอ๊ย ดีจังเลย กินมังสวิรัติ ไม่ทำร้ายสัตว์ แต่เราไม่ได้สนใจที่มาของสินค้าบางอย่าง เราไม่รู้ที่มาที่ไปของของที่เรากิน สินค้าที่เราซื้อ บริษัทที่เราไปสมัครงาน บริษัทบางประเภทที่….&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; ไปเบียดเบียนชีวิตของคนอื่นอีก&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์ &lt;/strong&gt;ใช่ มันมีโครงสร้างอะไรบางอย่างในสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้นนะครับ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; เอ๊ะ แล้วเราจะออกมาจากโลกของกระแสวัตถุนิยมอย่างนี้ยังไง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; โห ยาก ยากมากครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับผู้ปฏิบัติในยุคสมัยปัจจุบัน แล้วเราก็จะหนีไม่ได้แล้วด้วย ไม่มีที่ให้ถอยหลังแล้วต้องเผชิญหน้าเท่านั้น คือ ๑ สำคัญคือเราต้องรู้เท่าทันตัวเองให้ได้ก่อน รู้เท่าทันความกะล่อนของอัตตาที่อยากได้ความสบายไร้ทุกข์อยู่ตลอดเวลา คราวนี้ ๒ เราก็จะได้รู้เท่าทันโครงสร้างทางสังคมอื่นๆ ...คือมันไม่ใช่เรื่องอะไรหรอก มันคือเรื่องของการรักที่จะเรียนรู้ ขยาย awareness หรือการตระหนักรู้ของเราออกไป... เออ ใช่ อ๋อ เหรอ ตรงนี้มันมีข้อมูลอย่างนี้นะ ตรงนี้ยังไง เค้าโฆษณาบอกเราแบบนี้ แต่เรื่องนี้สัมพันธ์กับอะไร... คือเราไม่ naive อีกต่อไป ไม่ใช่เชื่อว่าดีแล้วก็จบ ทำดีแล้วก็จบ แต่ต้องเปิดตาดูให้มากกว่านั้น ทะลุภาพของความดีเข้าไปรู้ถึงโครงสร้างของอัตตา โครงสร้างของสังคม โครงสร้างของการหลอกตัวเองเป็นชั้นๆ เราต้อง “รู้เท่าทัน” เมื่อรู้เท่าทันเราก็จะไม่ถูกดึงไปกับอำนาจของทั้งวัตถุนิยมและวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ และ ๓ เมื่อเห็นแล้ว ก็ไม่ใช่เอาแต่นั่งภาวนา เราก็ทำอะไรไป ในฐานะส่วนหนึ่งที่จะทำให้ความเป็นธรรมมันกลับมา ซึ่งมันก็อาจจะทวนกระแสบ้างไรบ้าง หรืออย่างน้อยก็เท่าทัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; โอเคค่ะ ก่อนจะเปิดโอกาสให้ผู้ฟังแลกเปลี่ยนซักถาม คุณวิจักขณ์มีเรื่องอะไรที่อยากจะฝากทิ้งท้ายสักหน่อยไหมคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ครับ มีอีกเรื่องนึงที่ผมอยากพูดถึง คือ มันมีสิ่งต่างๆมากมายที่ท่านอาจารย์ทำไว้ให้ แต่เราอย่าเก็บครับ เราอย่าทำเหมือนคนชั้นกลางที่ไม่รู้จักพอ มรดกพ่อแม่แบบว่ากูต้องเก็บให้ลูกสบาย สะสมไว้เป็นคอลเล็กชั่นทางจิตวิญญาณอะไรทำนองนั้น ... ทำไมไม่เอามาใช้ ต้นทุนพวกนี้เราต้องใช้ จะใช้เพื่ออะไร ใช้เพื่อเรียนรู้ ใช้ตีมัน แล้วก็เอาสิ่งเหล่านี้มาเสวนา มาถกเถียง มาต่อยอด อุดมคติบางอย่างของสวนโมกข์ก็ดี ในเรื่องของการเก็บสิ่งที่ท่านอาจารย์ได้พูดไว้ ทำไว้ โอเค นั่นคือสิ่งที่ดี แต่การที่เราได้เอาสิ่งเหล่านี้มาตีแผ่และมาแลกเปลี่ยนกัน มันก็จำเป็น และทำให้เกิดมุมมองที่ต่างกันออกไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องที่ผมเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่ง คือ ท่านอาจารย์วางตัวไว้ค่อนข้างมีอิสระในการที่จะดำเนินการทางด้านศาสนา ทางด้านที่สนับสนุนการเรียนรู้ในเรื่องวิถีทางจิตวิญญาณที่กว้าง แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่า ปัจจุบันเมื่อคำสอนอ.พุทธทาสถูกผนวกเป็นความเชื่อพุทธศาสนากระแสหลักค่อนข้างมากแล้วเนี่ย เรายังจะมีที่ให้กับคนที่คิดต่างหรือเปล่า สวนโมกข์กรุงเทพฯมีที่ให้กับคนที่คิดไม่เหมือนกับสวนโมกข์กรุงเทพฯบ้างหรือเปล่า แล้วก็หลายๆเรื่องมันเชื่อมโยงกับทุนและอำนาจรัฐด้วยนะครับ มันเชื่อมโยงกับการเมือง มันเชื่อมโยงกับอุดมการณ์บางอย่าง เมื่อธรรมะของท่านอาจารย์เข้ามาสู่กรุงเทพฯ เข้าสู่ตลาด เข้าสู่คนชั้นกลางแล้วเนี่ย เราลืมมองมิติความทุกข์ที่มันกว้างขวางกว่าแบบสุขทุกข์ของปัจเจกหรือเปล่า ความไม่เป็นธรรม โครงสร้างทางสังคมที่อยุติธรรม เราลืมมองตรงนี้ไปหรือเปล่า หรือเราเลือกที่จะไม่มองเอง ตรงนี้ก็เป็นจุดที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตด้วย ในขณะที่เรามาล้ออายุครับ เรามาล้ออายุที่สวนโมกข์กรุงเทพฯ ทุกอย่างมันช่างแฮปปี้เหลือเกิน โห... มองไปนี่ วิวสวยมากเลย อย่างกะสวรรค์แน่ะ มีเรือคายัค มีเลค มีพาร์ค ทุกอย่างช่างโรแมนติก แต่ในขณะเดียวกัน เราได้เอาฐานที่ท่านอาจารย์สร้างไว้ไปทำความรู้จักกับความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ในสังคมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจริงๆหรือเปล่า หรือเราก็แค่เอาฐานที่ท่านอาจารย์สร้างไว้มาใช้เสริมสร้างตัวตนคนดีของเรา เพื่อความพอใจของเราเองเท่านั้น ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไรท่านอาจารย์ก็ทำไว้อย่างดีที่สุดแล้ว แต่ถึงที่สุด ทั้งหมดที่ท่านอาจารย์ทำไว้ ก็เป็นฐานไว้ให้คนรุ่นถัดไปเคลื่อนกันต่อเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;____________________________&lt;br /&gt;ถอดเทปโดย: พี่อ้อม นภา พี่ใหญ่ นุ๊ &lt;br /&gt;เรียบเรียงโดย บ้านตีโลปะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-3831967059105843659?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/3831967059105843659'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/3831967059105843659'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/06/blog-post_10.html' title='๔) จากวัตถุนิยมสู่วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-oYvTyiqe_jY/TfH6-gF-37I/AAAAAAAABPY/43L9sZ2uc80/s72-c/18.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-389611685986891040</id><published>2011-06-07T20:44:00.000+07:00</published><updated>2011-06-07T20:44:57.932+07:00</updated><title type='text'>๓) งอกงามในความต่าง</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;งานร้อยคน ร้อยธรรม ร้อยห้าปีพุทธทาส&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับ วิจักขณ์ พานิช ณ สวนโมกข์กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๓) งอกงามในความแตกต่าง&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-K9aVqWAZvBk/Te4rJeUcIpI/AAAAAAAABPU/Q4qhAD3Audc/s1600/bdb_by_kemanandha.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/-K9aVqWAZvBk/Te4rJeUcIpI/AAAAAAAABPU/Q4qhAD3Audc/s1600/bdb_by_kemanandha.jpg" t8="true" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นก็คือ ท่านพุทธทาสท่านไม่ได้ศึกษาเฉพาะพุทธศาสนาในสายเถรวาทบ้านเรา ท่านก็พยายามศึกษาสายอื่นๆด้วย โดยเฉพาะสายเซน คุณวิจักขณ์เองก็เดินทางไปศึกษาที่นาโรปะที่อเมริกาด้วย ในการไปศึกษาที่อเมริกานี้เป็นการทำให้คุณวิจักขณ์หันกลับมามองเรื่องราวของพุทธศาสนาในแง่มุมที่เหมือนหรือต่างไปอย่างไรบ้างคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์ &lt;/strong&gt;เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเลยครับ ผมคิดว่าจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดเลยคือการที่ผมได้ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา แล้วก็ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนาโรปะซึ่งก่อตั้งโดย เชอเกียม ตรุงปะ ซึ่งเป็นอาจารย์ของอาจารย์ผม มันทำให้ผมเปลี่ยนวิธีคิด และแน่นอนการศึกษาพุทธศาสนาตะวันตกด้วยนะครับ มันได้เปลี่ยนมุมมองหลายๆ อย่าง จากเดิมที่เราไม่เคยรู้ตัวเลยว่า พุทธศาสนาแบบไทยๆนั้นเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลขนาดไหน คือเรื่องของพุทธศาสนาเนี่ยมันปนอยู่ในเรื่องของวัฒนธรรม สังคม และวิถีชีวิตของคนมากนะครับ มันไม่รู้ว่าพุทธศาสนาเหนี่ยวนำวัฒนธรรมหรือวัฒนธรรมเหนี่ยวนำพุทธศาสนากันแน่ มันปนๆ กันอยู่ แต่พอเราได้ออกไปข้างนอกนะครับ และเราได้เห็นการสื่อสารพุทธธรรมในโลกตะวันตก ซึ่งตอนนี้เนี่ยมันใหม่มาก มันเป็นยุคแค่ศตวรรษแรก ของการนำพุทธธรรมไปโลกวัฒนธรรมตะวันตกเท่านั้นเอง คือผมเห็นวิธีการสื่อสารธรรมะที่มันliberalมากขึ้นอ่ะครับ มันเป็นเสรีนิยมมากขึ้น มันไม่ยึดติดอยู่ในกรอบของศาสนาเลย และวัฒนธรรมของการสื่อสารของพุทธศาสนาในโลกตะวันตก มันไม่ได้กรอบอยู่ในแบบที่เรียกว่า Two-tiered Model คือสองชั้นระหว่างพระกับฆราวาส แต่มันเท่ากัน คนเท่ากัน คนเหมือนกัน ก็คือมันไม่ได้มีสถานะของนักบวช หรือฆราวาสที่สูงต่ำกว่ากัน มันเป็นคนเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันเท่ากันนะครับ ภาษาที่เขาใช้สื่อสารมันเป็นภาษาของมนุษย์มาก คือ ภาษาของตะวันตกอ่ะนะ มันเป็นภาษาที่วัฒนธรรมของเขายึดโยงอยู่กับหลักเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม เพราะฉะนั้น อย่างเขาเล่าพุทธประวัตินี่ เขาก็ใช้ he กับพระพุทธเจ้าใช่ไหมครับ เรียกพระพุทธเจ้าว่า “เขา” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; ไม่ใช่ “พระองค์” &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์ &lt;/strong&gt;ไม่ใช่ ๆ มันเปลี่ยนมากเลยนะครับ มันเปลี่ยนวิธีมองเราหมดเลย แล้วพุทธประวัติเนี่ย เรามองความทุกข์ ความสับสนของ “เขา” มองเส้นทางชีวิตของ “เขา” ไม่ต่างจากเส้นทางของเรา ในการที่จะเผชิญความทุกข์ของเรา ความสับสนของเรา ผมว่ามันเปลี่ยนโลกทัศน์ทุกอย่างของเราหมดเลยนะ แล้วพุทธศาสนาวัชรยานก็แน่นอนครับก็เปลี่ยนผมอีกครั้งหนึ่ง คือแนวทางพุทธศาสนาวัชรยาน จะย้อนกลับมาหาโลกมากขึ้น คือพุทธศาสนาเถรวาทจะมีนัยยะที่ปฏิเสธโลกค่อนข้างสูงนะครับ คือการปล่อยวางจากการยึดมั่นถือมั่น ทางโลก โลกธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; ให้พ้นจากโลก&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ใช่ครับ บอกว่ากิเลสเนี่ยตัวร้ายเนอะ มันเป็นสิ่งที่ต้องละวางจากมัน ซึ่งนัยยะของมันค่อนข้างจะดูถูกชีวิตทางโลกค่อนข้างเยอะ แต่พุทธศาสนาวัชรยานเนี่ย อย่างที่ท่านพุทธทาสสะท้อนไว้ที่มะพร้าวนาฬิเกร์นะครับ นิพพานอยู่ในใจกลางสังสารวัฎ ตรงนี้วัชรยานจะพูดถึงตรงนี้จริงๆ นะครับ คือในใจกลางของชีวิต ในใจกลางของความทุกข์ ในใจกลางของเรื่องราว อารมณ์ความรู้สึก ไม่มีนัยของการดูถูกโลกว่าต่ำกว่าเลย แต่คุณสามารถจะพบได้กับนิพพานตรงนั้นนะครับ ภาษาวัชรยานพูดถึงรายละเอียดตรงนี้ แล้วก็นำการปฏิบัติที่มันหมิ่นเหม่ กับการที่จะลงมาอยู่ในโลก สัมพันธ์กับผู้คน เรียนรู้กับผู้คนได้มาก ซึ่งผมก็ (หัวเราะ)... พูดไปมันก็อินเนอะ มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราเปลี่ยนโลกทัศน์ มุมมองกับเรื่องพุทธศาสนาค่อนข้างเยอะ เพราะว่าหลายๆอย่างจากที่เราศึกษาที่สวนโมกข์ เราก็ได้ประโยชน์มาก ท่านอาจารย์ได้ทำไว้ให้เราดีที่สุด คือการศึกษาที่ลึกซึ้งในการตีความคำสอนพระไตรปิฎกใหม่ อันนี้ก็หนักแล้วเนอะ ท่านยังกว้างไปถึงการศึกษาพุทธศาสนาในสายอื่นคือมหายาน สุญญตา เซน อีกใช่ไหมครับ ซึ่งก็โอ้โห กว้างใหญ่ออกไปอีก แต่ท่านอาจารย์ยังไปไม่ถึงวัชรยานอ่ะครับ ท่านยังไปไม่ถึงวัชรยาน ยังไปไม่ถึงการสุกงอมของมหายาน แล้วก็..มุมมองของท่านอาจารย์พุทธทาสหลายๆ อย่าง ท่านก็ถูกกรอบด้วยบริบทความเป็นพระค่อนข้างเยอะเหมือนกัน คือไม่ได้เป็นปัญหาที่ตัวท่านเอง แต่เป็นเรื่องของบริบททางสังคม วัฒนธรรมทางสังคมที่ให้สถานะพระไว้ค่อนข้างสูงส่งเกินไป แต่ท่านก็ผลักดันขอบเขตของการพูดคุยเรื่องศาสนาไปได้ไกลมากจริงๆ ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร &lt;/strong&gt;คุณวิจักขณ์มองว่าการที่ท่านมีสมณะเป็นนักบวช เป็นอุปสรรคหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ไม่ ไม่เลยครับ ผมไม่ได้มองอย่างนั้น คือชีวิตมนุษย์มันไม่ได้สมบูรณ์แบบ คนเรามันก็ต้องเลือก เลือกทางใดทางหนึ่ง คุณจะเป็นทุกๆ อย่างมันเป็นไปไม่ได้ (หัวเราะ) ในบริบทของท่านอาจารย์ผมว่าท่านเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ณ ตอนนั้น คือความเป็นพระ ใช่ไหมครับ อยู่แบบสมถะ แล้วก็เป็นพระค่อนข้าง Liberal ในระดับหนึ่งเลย ผมรู้สึกว่าท่านได้เลือกวิถีชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับตัวท่านเอง ณ ตอนนั้น ทุกคนก็เลือกเส้นทางการปฏิบัติของตัวเอง เส้นทางที่เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เราสามารถจะฝึกกับความเป็นตัวเรา แล้วค้นพบตัวเอง จากการมีวิถีชีวิตแบบนั้น คือคุณไม่ต้องพยายามไปทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อบอกว่ามันถูกหรือว่ามันดีที่สุด มันไม่มีอ่ะครับ เราต้องหาสิ่งที่เหมาะกับตัวเราเอง คุณจะปฏิบัติแบบฆราวาสก็ปฏิบัติแบบฆราวาส คุณก็เป็นฆราวาสใช่ไหม ไม่ใช่ว่าคุณเป็นฆราวาสแล้วทำตัวเป็นพระ มันก็ลักลั่นน่ะ หรือคุณเป็นพระ คุณก็เป็นพระ ไม่ใช่เป็นพระแต่ทำตัวแบบฆราวาส มันก็ลักลั่นอีก ใช่ไหมครับ คือเราต้องค้นพบวิถีชีวิตที่เหมาะกับเรา แล้วก็ปฏิบัติธรรมด้วยการภาวนา รู้ตัว แล้วก็ดำเนินชีวิตไป เผชิญความทุกข์ไป สัมพันธ์กับผู้อื่นไปอย่างเป็นธรรมชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; ขยายความตรงนี้นิดนึง น่าสนใจค่ะ พุทธ เถรวาท มหายาน และวัชรยาน เป็นยังไงในมุมมองของคุณวิจักขณ์ &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; เดี๋ยวต้องอธิบายนิดนึงเวลาที่เราพูดถึงนิกาย อย่าพยายามเอานิกายต่างๆมาตีกันว่าอันไหนดีกว่ากัน พุทธศาสนาเถรวาทมีความลึกซึ้งและการเข้าถึงสัจธรรมก็สูงสุดในแบบพุทธศาสนาเถรวาทอยู่แล้ว คือพุทธศาสนาเถรวาทก็คือพุทธศาสนาเถรวาท พุทธศาสนาทิเบตก็คือพุทธศาสนาทิเบต พุทธศาสนาเซนก็คือพุทธศาสนาเซน แต่ว่าพุทธศาสนาทิเบตมีวิธีการอธิบาย มีกระบวนทัศน์ในการมองอริยมรรคแบบหนึ่งที่เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกัน ก็คือมองเป็นขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลายอย่างชัดเจน เรียกว่า ไตรยาน ขั้นต้นเรียกว่าหินยาน ขั้นกลางเรียกว่ามหายาน และขั้นปลายเรียกว่าวัชรยาน เรามีคำสอนและพระสูตรที่สอดคล้องกับคำสอนในขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย ในการพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณของผู้ปฏิบัติด้วย ซึ่งตรงนี้เนี่ยถ้าจะศึกษาจริงๆมันเป็นเรื่องยาวที่จะพูดถึง แต่แน่นอนว่าการเน้นย้ำของคำสอนในพุทธศาสนาแบบทิเบตในขั้นต้นที่เรียกว่าหินยานเนี่ย มันก็จะมีการเน้นตัวคำสอนที่ค่อนข้างจะสอดคล้องไปกับการเน้นย้ำคำสอนในพุทธศาสนาเถรวาทในหลายๆส่วนด้วยกันนะครับ อย่างเช่นเรื่องการเน้นย้ำในเรื่องศีลวินัย การปล่อยวางทางความคิด การภาวนาในแง่การดับทุกข์หรือการดับจากการปรุงแต่งทางความคิด อันนี้คือภาษาของหินยานในวิธีการอธิบายแบบทิเบต ส่วนพุทธศาสนาในขั้นของมหายานหรือขั้นกลางเนี่ย จะมีการพูดถึงการฝึกภาวะของการไม่ปรุงแต่งทางความคิดในมุมมองที่กว้างขึ้นก็คือในเรื่องของความว่าง คือมองความดับจากความทุกข์กว้างขึ้นไปเป็นจิตที่ว่าง หรือสุญญตา และมีการฝึกปฏิบัติที่ต่างออกไปคือการน้อมลงกลับมาสัมพันธ์กับโลก ร่วมทุกข์ร่วมสุข สัมผัสลึกลงไปถึงความรู้สึก และแน่นอนพุทธศาสนาวัชรยานก็จะพูดถึงอีกขั้นนึงซึ่งเป็นขั้นปลาย อย่างเช่นเรื่องของการฝึกในเรื่องของอารมณ์ ตัณหา หรือ passion และเรื่องของการแปรเปลี่ยนพลังต่างๆที่อยู่ในตัวเอง แล้วก็มองว่านิพพานและสังสารวัฏเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นคนละด้านของเหรียญอันเดียวกันซึ่งก็มีความหมิ่นเหม่ ขณะเดียวกันก็มีความลึกซึ้งของมันที่เราไม่อาจจะพูดในแง่ของหลักการได้ครับ ต้องพูดในแง่ของการปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร &lt;/strong&gt;อันนี้แค่บางส่วน ถ้าจะคุยเรื่องนี้รายละเอียดคงเยอะ แต่สิ่งหนึ่งที่ตะกี๊นี้พูดถึง พุทธศาสนาทุกนิกายจะบันทึก บัญญัติไว้คือ ความว่าง ใช่มั๊ยคะ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ไม่เสมอไปครับ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร &lt;/strong&gt;ท่านพุทธทาสมีคำพูดอยู่ประโยคหนึ่งว่า “ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง” ในมุมมองของคุณวิจักขณ์ คือการทำงานด้วยจิตว่างนี่มันมีความสำคัญหรือว่ามันคือยังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; คือผมพูดก่อนนะว่าพุทธศาสนาทุกสายการปฏิบัติไม่ได้พูดถึงความว่างเหมือนกัน คือเราอย่าพยายามทำให้ทุกศาสนาหรือทุกนิกายเหมือนกัน อันนี้อันตรายมาก อาจารย์พุทธทาสไม่ได้สอนอย่างนั้น &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; ยังไงคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; คือมุมมองที่ว่าทุกอย่างดีเหมือนกันนี้เป็นมุมมองแบบพุทธกระแสหลักเนอะ คือเราต้องยืนอยู่บนฐานของสถานะและการยอมรับทางสังคมระดับนึงเลยถึงจะพูดอะไรอย่างนั้นได้ พุทธเราบอกว่า “ทุกศาสนาสอนเหมือนกัน”...พูดให้ใครฟังเหรอครับ... แต่จริงๆแล้วมันไม่เหมือนกัน คือจริงๆเราต้องมองให้ออกว่าแต่ละศาสนาหรือแต่ละนิกายมีจุดเด่น ที่ต้องการเน้นย้ำต่างกัน อันนี้คือจุดที่สำคัญมาก คืออย่างเราบอกว่าทุกคนในห้องนี้เหมือนกัน เป็นมนุษย์เหมือนกัน พูดยังไงก็ถูกครับ แต่มันไม่ได้ช่วยให้เรารู้จักคนๆนั้นจริงๆ ไม่ได้ทำให้เราเรียนรู้จักแง่มุมที่เด่นของคนๆนั้นจริงๆ หรือแง่มุมที่คนๆนั้นต้องการจะสื่อสารในความเป็นเค้า และยิ่งเงี้ย... สังคมไทยเงี้ยะ...บอกว่าคนไทยต้องรักกัน ปรองดองกันเงี้ยะ อันตรายมากเลยนะ เพราะวิธีคิดแบบนี้มันจะทำให้เราไม่ฟังเสียงของคนเล็กคนน้อย หรือคนที่ต้องการจะพูดในสิ่งที่เค้าต้องการจะพูด ต้องการจะบอกว่า “ไม่ใช่” เราไม่ฟัง เพราะอะไร เพราะเราเอาความเชื่อว่าเราเป็นคนดี ทำดี คิดดี มายกตน จนมืดบอดมองเห็นโลกแค่ด้านเดียว เราต้องการจะปฏิเสธคนกลุ่มหนึ่ง ใช่มั๊ยครับ คือไม่ได้อยากจะเข้าใครจริงหรอก เราต้องมองให้เห็นครับ จริงๆนิกายในพุทธศาสนาเนี่ยเป็นสิ่งที่จำเป็น และเป็นสิ่งสำคัญ มันเป็นการงอกงามจากความต่าง เป็นองคาพยพจากความหลากหลาย เป็นระบบนิเวศน์ของการงอกงามตามธรรมชาติ มันต้องมีนิกาย ต้องมีลักษณะเด่นของแต่ละนิกายเกิดขึ้น แต่แน่นอนพุทธศาสนาพูดเรื่องอะไร พูดถึงเรื่องการปล่อยวางจากการยึดมั่นทางความคิดและตัวตนเหมือนกันหมด ถ้าจะมาตั้งแง่ว่าพุทธศาสนาวัชรยานบอกให้มีตัวตน บอกให้มีเสพกามจะได้ไปนิพพาน อันนี้เริ่มแปลกๆแล้ว... โอเค มาถกมาคุยกันได้ เพราะที่เราเรียนรู้มา มันไม่ใช่ มานี่มาคุยกันได้ มาเถียงกันตรงนี้ได้ แต่ว่าถ้าจะบอกว่าพุทธศาสนาทุกสายปฏิบัติเหมือนกันหมด หรือทุกสายพุทธศาสนาพูดเรื่องความว่างเหมือนกันหมด ผมรับไม่ได้ เพราะว่ามันไม่เหมือนกัน แล้วก็คำสอนของท่านอาจารย์ไม่ได้ต้องการที่จะทำให้เราทำความเข้าใจแบบนั้น&amp;nbsp;๑ รู้จักตัวเองให้ดี&amp;nbsp;๒ เปิดใจรู้จักคนอื่นในมุมมองของเค้าใช่มั๊ยครับ แล้ว&amp;nbsp;๓ เราถึงจะเอาตัวเองออกมาจากตัวตนทางศาสนาให้ได้ ผมมองอย่างนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; ถ้างั้นต้องถามต่อ มีความคิดเห็นยังไงต่อประโยคที่บอกว่าพุทธศาสนาทุกนิกายแก่นเดียวกันแต่วิถีต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์ &lt;/strong&gt;พูดแบบนั้นพูดยังไงก็ถูกอ่ะครับ มันก็แค่ทำให้เราสบายใจเท่านั้นเอง เพียงแต่ว่า แก่นเดียวกันแล้วไงล่ะ แล้วทำให้เราเข้าถึงความต่างที่น่าสนใจของแต่ละนิกายได้จริงๆหรือเปล่า ผมสื่อสารพุทธศาสนานอกกระแสหลัก ในมุมมองของคนกลุ่มน้อย มุมมองของคนที่มีความทุกข์ มุมมองแบบมนุษย์นิยม แบบคนขี้เหม็น แบบฟังประสบการณ์ที่คนแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมุมมองแบบนี้เนี่ยมันต้องรักษาจุดยืนในการมองให้เห็นความต่าง อย่างแม้แต่คนปฏิบัติภาวนาแต่ละคนผมยังเชื่อเลยว่าไม่มีทางเหมือนกัน กรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่แน่นอนว่า แต่ละคน อย่างที่บอกว่า ทุกคนแต่ละคนมีแนวทางของการเข้าใจเข้าถึงตัวเองบนเส้นทางของสายธรรมอริยมรรคอันเดียวกัน โอเคก็ถูก แต่ยังไงเส้นทางของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นอุบายในการสื่อสารธรรมะจึงไม่ใช่ one size fits all&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; ท่านพุทธทาสสอนเรื่องความต่างไว้ว่ายังไงบ้าง ได้ศึกษามั๊ยคะ &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; อันนี้ไม่ทราบจริงๆครับ อันนี้ผมพูดจากความรู้สึกของตัวเองทั้งนั้น ความรู้สึกที่ได้จากการเรียนรู้กับอาจารย์ของผม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือต้องขออนุญาตออกตัวก่อนนะครับว่า พอมาถึงจุดนี้ ผมพูดอะไรที่มันเป็นเรื่องของความรู้สึกหรือมุมมองของผมเองแล้วเนี่ย มันมาจากประสบการณ์ของผมเอง อย่างที่บอกนะครับว่า ผมค่อนข้างที่จะระมัดระวังว่าในการที่จะอ้างอิงท่านอาจารย์แบบนี้มันก็ไม่ค่อยแฟร์กับท่านอาจารย์เท่าไหร่ ผมได้รับแรงบันดาลใจอย่างเดียวก็คือเรื่องของแรงบันดาลใจในการเป็นตัวของตัวเองเท่านั้นเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-389611685986891040?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/389611685986891040'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/389611685986891040'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/06/blog-post_5014.html' title='๓) งอกงามในความต่าง'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-K9aVqWAZvBk/Te4rJeUcIpI/AAAAAAAABPU/Q4qhAD3Audc/s72-c/bdb_by_kemanandha.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-7059924449084299796</id><published>2011-06-07T20:19:00.001+07:00</published><updated>2011-06-10T18:18:05.609+07:00</updated><title type='text'>๒) พระบ้ากับความกล้าหาญ</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;งานร้อยคน ร้อยธรรม ร้อยห้าปีพุทธทาส&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับ วิจักขณ์ พานิช ณ สวนโมกข์กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;๒)&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;พระบ้ากับความกล้าหาญ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-A2LMIo2X-Kc/TfH9XMZ89LI/AAAAAAAABPg/IBE1pPHyQL4/s1600/Buddhadasa1.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="162" src="http://3.bp.blogspot.com/-A2LMIo2X-Kc/TfH9XMZ89LI/AAAAAAAABPg/IBE1pPHyQL4/s320/Buddhadasa1.jpg" t8="true" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; แล้วในส่วนของการศึกษางานของท่านพุทธทาส มีไหมที่รู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่เราค้นหามานาน &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; อืม..... (คิดนาน)&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; หรือเป็นคำสอนที่เราเห็นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; คือผมก็เห็นด้วยกับคำสอนท่านอาจารย์โดยส่วนใหญ่นะครับ เกือบทุกอย่าง แล้วก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ผมไปต่อยอดในการเรียนรู้พุทธศาสนาสายอื่นๆ จนถึงพุทธศาสนาวัชรยานที่ผมฝึกอยู่ และก็แน่นอนผมพูดตรงๆ นะครับ ในความรู้สึกที่ใกล้ชิดกับท่านอาจารย์ ผมมีน้อย น้อยมากจริงๆ เพราะว่าผมไม่ได้เรียนกับท่าน ท่านไม่ใช่ครูผมนะครับ ความรู้สึกใกล้ชิด แบบใกล้ชิดศิษย์กับครูบาอาจารย์มันก็เลยไม่ค่อยมี มันจะเป็นลักษณะของความรู้สึกมากกว่าที่เรามีต่อท่านอาจารย์ ความรู้สึกแบบกว้างๆ คืออย่างเวลาผมมองท่านอาจารย์เนี่ย ผมมองเห็นท่านอาจารย์ในความกล้านะครับ ในความบ้าบิ่นของท่านอาจารย์ ผมเห็นพระรูปหนึ่งที่มีความเป็นมนุษย์มาก แล้วก็มีความ...แหก..กล้าแหก ไปทุกกรอบที่สามารถแหกได้ แต่แน่นอนว่าไม่ได้บุ่มบ่ามนะครับ ท่านเติบโตมาในยุคสมัยที่เป็นยุคเปลี่ยนผ่านทางสังคมที่ค่อนข้างสูงมาก... ทางการเมืองด้วย ท่านสามารถที่จะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านมีเป็นอุปกรณ์ หรือเป็นพาหะในการศึกษาธรรมะได้ดีที่สุดเท่าที่ท่านทำได้ในยุคสมัยท่าน ผมมองตรงนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วสำหรับคำสอนของท่านเนี่ย มีที่ผมชอบอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เป็นเรื่องของคำสอนโดยตรงนะครับ ตัวคำสอนนี่อย่างที่บอก ผมไม่ได้อินมากเท่าไหร่นะครับ อย่างเรื่อง ตัวกูของกู ปฏิจสมุปบาท การเชื่อมโยงธรรมะกับการเมืองของท่าน ผมสารภาพเลยครับ ผมไม่ได้อินมากเท่าไหร่ แต่ที่ผมชอบมากอย่างหนึ่งก็คือไฟ หรือความรู้สึกลึกๆของท่านอาจารย์พุทธทาสที่มีต่อคำสอน คือท่านกล้าที่จะตีความคำสอนในพุทธศาสนาอย่างอิสระ ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญมากๆ เลย (เน้นเสียง) ที่คนไม่ค่อยพูดถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; ยกตัวอย่างได้ไหมคะ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; คือท่านอาจารย์เป็นพระรุ่นใหม่สมัยนั้นที่กล้าที่จะตีความคำสอนบาลีแบบอัตวิสัย คือตีความจากประสบการณ์ของตัวเอง คือโอเค ท่านไปเรียนภาษาบาลีมาเลย เรียนจนถึงอะไรนะ เปรียญ 3-4 ใช่ไหม จนท่านรู้ภาษาดีระดับหนึ่งน่ะ สามารถจะอ่านภาษาบาลีแล้วก็แปลความด้วยตัวเองได้ และไม่จำเป็นต้องไปแปลตามทางการ ใช่ไหมครับ คือที่ท่านทำเนี่ย ตรงนี้ มันคือการศึกษาเพื่อค้นหาอิสรภาพให้กับตัวเองไง ในการเรียนรู้ธรรมะ หรือ เรียนรู้ชีวิต หรือ เรียนรู้ความหมายของพระธรรมคำสอนด้วยตัวของท่านเอง ตรงนี้ผมมองว่าสำคัญมาก คือท่านคำนึงถึงอิสรภาพของตนในการเข้าถึงคำสอน ตรงนี่เลย (เน้นเสียง) คืออิสรภาพ ที่ทุกคนต้องมีอ่ะครับ ในการจะตีความคำสอน ในการจะกล้าวิพากษ์ วิจารณ์ ในการที่จะกล้าประยุกต์ มันต้องมีความกล้าลองผิดลองถูกตรงนี้น่ะครับ ซึ่งผมชอบตรงนี้ของท่านอาจารย์มาก แล้วก็จริงๆ ถ้าเราศึกษาลึกๆในชีวิตของท่านอาจารย์ ท่านชอบกัลยาณมิตรที่กล้าถกเถียงกับท่านมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; กล้าที่จะเห็นต่าง &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ใช่ๆ คือแน่นอน ท่านก็มีลูกศิษย์ลูกหาที่เห็นตามท่านเยอะ เพราะท่านก็เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ใช่ไหมครับ และก็กล้าที่จะตีความคำสอนที่ลึกซึ้งอยู่แล้ว คือสำหรับสาวกที่ชื่นชมท่าน แค่ทำความเข้าใจสิ่งที่ท่านอาจารย์ตีความก็ไม่ง่ายแล้ว จะไปมองเท่าทันท่าน และเห็นต่างจากท่าน ก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่วิถีที่คนส่วนใหญ่ในสังคมตอนนั้นคุ้นเคย มันจะมีอยู่ไม่กี่คนนะครับ แต่คนที่กล้าเถียงท่านอาจารย์จะโปรดมาก คืออย่างถ้าเราคุยกันกับท่านอาจารย์สุลักษณ์ อาจารย์สุลักษณ์ก็เป็นคนหนึ่งที่ท่านอาจารย์โปรดที่จะคุย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; เพราะเห็นต่าง &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ใช่&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร &lt;/strong&gt;หลายเรื่องด้วย&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ผมรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เราต้องมองให้เห็นครับว่า จิตวิญญาณของคนๆหนึ่งที่รักในการแสวงหา รักในการเรียนรู้นะครับ รักที่จะเป็นขบถ และกล้าที่จะนำหน้าทิศทางของสังคมในทางจิตวิญญาณ เราต้องเห็นตรงนี้นะครับ และทุกคนสามารถเป็นคนเหล่านั้นได้ และทุกคนต้องมีความกล้าที่จะแสวงหาคำตอบด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่ว่าเราอยากดังนะครับ ไม่ใช่...คนละเรื่องเลยครับ คือเราใช้ธรรมะเป็นอุปกรณ์ หรือเป็นเครื่องมือในการเข้าใจการใช้ชีวิตของเราเองจริงๆ น่ะครับ เราเอาประสบการณ์ตรงนั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ ท่านอาจารย์เป็นแบบอย่างของคนแบบนี้ ผมมองเห็นตรงนี้อ่ะครับ ผมก็เลยรู้สึกว่า........แล้วไงล่ะ.. ..คือท่านอาจารย์ตอนนี้ ...คือ... เรามองท่านอาจารย์เป็นอะไร ...(เสียงสั่น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; อย่างไรค่ะ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; คือเรามองท่านอาจารย์เป็นอะไรไปแล้วครับ ผมไม่รู้... (นิ่งอึ้ง)&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; คุณวิจักขณ์ว่าคนในสังคมปัจจุบันมองท่าน ซึ่งล่วงลับไปแล้วอย่างไรค่ะ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์ ...&lt;/strong&gt;ไม่รู้สิครับ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ถึงถามไงครับ ...(ทอดเสียง เสียงเศร้า) เรามองท่านอาจารย์เป็นอะไรอ่ะครับ คือเรามองท่านเป็นอะไร เรามองท่านเป็นคนอยู่หรือเปล่าเนี่ย (..หยุด..กลืนก้อนสะอื้น) คือมันสะเทือนใจ นะครับ มันสะเทือนใจ ..พูดเนี่ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; เพราะอะไรคะ มันมีประเด็นอะไร คุณวิจักขณ์ จึงบอกว่า เรามองท่านชัดเจนหรือเปล่า หรือว่าเรามองท่านผิดเพี้ยนไป มันต้องมีประเด็นอะไร&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ผมว่ามันเกิดจากความที่เราไม่มั่นใจในตัวเองนะฮะ ผมมองว่ามัน... โอเค ย้อนกลับมาที่เดิม ปัญหามันอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเราร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันอยู่ที่บริบทสังคมไทยด้วย สังคมไทยสอนให้คนเป็นเด็ก สอนให้คนไม่มีความมั่นใจในตัวเอง และก็คิดเองไม่เป็น สอนให้คนเนี่ยสยบยอมต่ออำนาจนะครับ เพราะฉะนั้นผมมองว่าหลายๆ อย่าง มันเป็นปัญหาในทางสังคมและการเมืองด้วย คราวนี้เนี่ย พอเรามองท่านอาจารย์ ซึ่งเป็นผู้นำทางสติปัญญาให้กับสังคม มันมีปัญหา ก็คือ เราจะเริ่มมองสิ่งที่ท่านสื่อสารว่าเป็น Authority และเราก็พร้อมที่จะเอาชีวิตของตัวเราเองนี่ เดินตามท่าน เอาแบบท่านอย่างเซื่องๆ และเชื่องๆ นะครับ โดยที่เราไม่เคยตั้งคำถาม ไม่กล้าที่จะถามมันด้วยตัวเราเอง ด้วยชีวิตของเราเองจริงๆ ผมมองว่าตรงนี้มันเป็นเรื่องที่อันตราย และมันก็เกิดขึ้นกับศาสนาทุกๆศาสนา พอถึงจุดๆหนึ่ง ศาสดาทุกศาสดา ครูบาอาจารย์ทุกคน ที่ลูกศิษย์ลูกหาเนี่ยไม่มีความมั่นใจในตนเอง แล้วก็ project ความไม่มั่นใจในตนเองนั้นให้กลายเป็นภาพของอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่เกินจริง เป็นภาพของอาจารย์ที่เหนือมนุษย์ ปราศจากความสับสน ปราศจากคำถามใดๆ ทั้งสิ้น กลายเป็นปูชนียบุคคล กลายเป็นเทพ ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลย ..ไม่มีประโยชน์อะไรเลยจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; แล้วสิ่งที่คุณวิจักขณ์อยากจะให้คนรุ่นหลังๆ ได้รู้จัก และได้เห็นภาพของท่านพุทธทาสในแบบที่ท่านน่าจะเป็นจริง ๆ น่ะ คืออะไรคะ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ล้อท่านนะครับ ล้อท่านซิ ล้อท่าน ล้อเหมือนที่ล้ออายุท่าน ล้อท่าน เล่นกับท่าน คุยกับท่าน เถียงกับท่าน จักกะจี้ท่านก็ได้ คือทุกอย่างที่ท่านทำน่ะ ลองคิดต่างจากท่านดู เล่นกับคำสอนของท่าน คุยกับท่าน แน่นอนว่าการปฏิบัติภาวนาของเราน่ะ เราปฏิบัติเพื่อปล่อยวางจากการยึดมั่นนะครับ ยึดมั่นจากอะไร ยึดมั่นจากความคิด ยึดมั่นจากความคาดหวัง ยึดมั่นจากอุดมการณ์ ยึดมั่นจากศาสนา ยึดมั่นจากตัวท่านอาจารย์ ยึดมั่นจากสวนโมกข์ นะครับ ยึดมั่นจากภาพลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ของท่านพุทธทาส แล้วมองตัวเราเองจริงๆ บริบทมันเปลี่ยนไปแล้ว เรามีหน้าที่ที่ต้องทำ เรายังมีหน้าที่ที่ต้องเรียนรู้กับบริบทใหม่ๆ เรามองให้เห็นตรงนี้ แล้ว... แล้วท่านอาจจะมีชีวิต ท่านอาจารย์จะมีชีวิต ท่านอาจารย์จะอยู่ตรงนี้กะเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; สิ่งที่คุณวิจักขณ์พูดนี้ ดิฉันนึกถึงคำสอนของท่านพุทธทาสอันหนึ่ง ซึ่งมันเป็นอันเดียวกันชัดๆ เพราะว่าท่านพุทธทาสบอกว่า พุทธทาสจักไม่ตาย ใช่ไหม ถึงแม้ว่าสังขารท่านไม่อยู่แล้ว แต่ว่าพุทธทาสจักไม่ตาย เพราะถ้ามีคนเข้าใจคำสอน ถ้ามีคนที่เข้าใจสิ่งที่ท่านพยายามจะบอก ท่านก็จะไม่มีวันจากไป กำลังจะบอกแบบนี้หรือเปล่าคะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์ &lt;/strong&gt;ใช่ไหมล่ะครับ? เราศึกษาคำสอน เรานำมาปฏิบัติ เราไว้วางใจในการดำเนินชีวิตของเราเอง เรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ๆ บริบทใหม่ๆ แต่นี่เรากำลังสต้าฟท่านอาจารย์เป็นรูปปั้น เป็นปูชนียบุคคล ที่เราเอาไว้บูชา กราบไหว้บนหิ้ง คำสอนท่านอาจารย์หลายๆ อย่างมันเป็นคำสอนที่ ...มันท้าทายมากเลยนะครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร &lt;/strong&gt;เช่นอะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; โอเค ผมคิดนะ อย่างทุกวันนี้ เราเอาคำสอนอะไรของท่านอาจารย์มาพูดกัน ผมไม่รู้นะ ผมถาม... เราอาจจะไปหาคำคมเก๋ๆ อะไรงี้ใช่มั๊ย เอามาตัดแปะไว้ตามเสื้อยืดหรือถุงผ้า ฮิตๆตอนนี้ก็ “ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ” ใช่ไหมครับ “คนดีสำคัญที่สุด” “ไม่มีตัวกูของกู” อะไรนั่นใช่มั๊ยครับ ก็แค่นี้ พูดอยู่นั่นแหละ นี่คือสุดยอดแล้วหรือครับ คำสอนท่านอาจารย์มันมีอยู่แค่นี้เองหรือครับ คือเอาเข้าจริงเราไม่ได้ศึกษางานของท่านอ่ะ คือมันสะเทือนใจนะครับ... (เสียงสั่น) คือมัน... แบบ มันตลกน่ะ คืองานของท่านอาจารย์นะครับ ..(เสียงเครือ) ตอนสมัยท่านเป็นหนุ่มน่ะครับ ท่านเขียนเรื่องอะไรครับ......(หยุดกลืนก้อนสะอื้น.. นิ่งอึ้ง...........)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;......................................................... ตามรอยพระอรหันต์......ใช่มั๊ย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร &lt;/strong&gt;ใช่ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ....ที่นี้ในบริบทตอนนั้นคือทุกคน ไม่มีใครสนใจนะครับ (เสียงเครือ).. รู้สึกว่าการเดิน การปฏิบัติเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ใช่ไหมครับ เราไม่เคยรู้สึกว่า เฮ้ย คนบ้าที่ไหนวะจะเขียนหนังสือแบบนี้ เขียนเรื่องอะไรครับ... ปาฐกถาที่ท่านพูดแล้วมันกระเทือนที่สุด “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” เรายังเอามาคุยกันบ้างมั๊ย อย่างตอนผมแปลหนังสือ “ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ” เนี่ยะ ผมมานั่งเปิดอ่านภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม มันพูดเรื่องเดียวกันเลย แต่มันคนละภาษากันเท่านั้นเองนะครับ เราเคยอ่านกันไหม ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมเนี่ย เคยอ่านไหม เราเคยนำคำสอนของภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรมมาปฏิบัติจริงๆ หรือเปล่า ไม่มี คือผมมองว่า คำสอนหลายๆ อย่างมันเป็นเรื่องของบริบท มันเป็นเรื่องชีวิตของแต่ละคน ในแต่ละช่วง แล้วเราได้ศึกษางานเหล่านี้จริง ๆ หรือเปล่า จนเรารู้สึกว่า เนี่ยๆ ๆ ใช่เลย..ความรู้สึกนี้ แล้วเราศึกษาจนมันทำให้เรารู้สึกว่าเรามีความไว้วางใจตัวเองมากขึ้นที่เราจะเดินด้วยตัวเราเองจริงๆอ่ะครับ คือการที่กล้าจะเดิน แล้วก็ตั้งคำถามกับประสบการณ์ ที่เกิดขึ้นในบริบทที่ต่างออกไป โลกทุกวันนี้ แน่นอนครับ ภูเขาที่มันเกิดขึ้นในสังคมสมัยท่านอาจารย์นั้นมันยังกระจอก ภูเขาสมัยนี้มันซับซ้อนกว่าเยอะ สิ่งที่กั้นขวางเราไม่ให้เข้าถึงธรรมะนี่มันเยอะไปหมด อำนาจต่างๆ Authorityต่างๆ พุทธะเทนเม้นท์ พุทธเซเล้บ การที่บิดเบือนคำสอนต่างๆ มันเยอะแยะไปหมด เราไม่เคยที่จะถาม แต่เราทำอะไร เราก็เอาสิ่งที่เราอยากฟัง คำเก๋ คำคม ดึงเอามาแค่นั้นเอง ทำไม ....ก็มันขายได้ไง ใช่ไหมครับ แต่ท่านอาจารย์จะดีใจหรือครับ จะแฮปปี้หรือครับ ถามจริง..ท่านอาจารย์จะแฮปปี้เหรอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่บอกน่ะครับ ท่านอาจารย์เป็นคนที่รักการเรียนรู้ หลายอย่างมัน คือมันไม่น่าจะจบที่ท่าน มันน่าจะเป็นสิ่งที่เรา… คือ ท่านได้สร้างฐานไว้ดีมากแล้วนะครับ แต่มันต้องเติบโตต่อไป และนั่นคือหน้าที่ของคนรุ่นเรา เราอย่าไปคิดว่าเราต้องไปสงวนรักษา ไปสต๊าฟงานท่านอาจารย์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ ผมว่าเราต้องศึกษาแล้วตีให้แตก มันต้องตีให้แตก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; พอตีมันแตก แล้วมันจะโต&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ใช่ครับ พอเราตีให้แตกแล้วมันจะโต และต่อยอดไปได้ คำสอนหลายๆ อย่าง เราได้ศึกษามันจริงๆ หรือเปล่า คำสอนสุญญตาอะไรงี้ มันต่อยอดไปได้อีก มันมีปรัชญาที่สามารถอธิบายสุญญตาได้ลึกซึ้งมากกว่ารูปแบบที่ท่านอธิบายไว้ได้อีกนะครับ อย่างคำสอนปฏิจจสมุทปบาทก็เป็นแค่แบบเดียวเท่านั้นเองที่ท่านอาจารย์อธิบายไว้ สามารถจะตีความต่อได้อีกเยอะแยะมากมายนะครับ ที่ท่านอาจารย์ได้ทิ้งไว้ อย่างภาพปฏิจจสมุปบาทที่เราเอามาติดไว้เนี่ย เป็นภาพของพุทธศาสนาของธิเบต เราเคยสนใจไหมว่าพุทธศาสนาของธิเบตเขาพูดถึงเรื่องอะไร ที่เราเห่อทะไลลามะ ที่เราเห่อคนนั้นคนนี้กัน เราเคยสนใจจริงๆหรือเปล่าว่าพุทธศาสนาธิเบตเขาพูดถึงเรื่องอะไร ไม่มีครับ คือเราไปติดอยู่กับอะไรหลายๆ อย่างจนเราไม่กล้าที่จะต่อยอดทำความเข้าใจคำสอนให้มันลึกซึ้งขึ้น ผมมองว่าหลายๆอย่าง มันก็เป็นเรื่องท้าทายที่จะเดินตามรอยท่านอาจารย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-7059924449084299796?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/7059924449084299796'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/7059924449084299796'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/06/blog-post_07.html' title='๒) พระบ้ากับความกล้าหาญ'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-A2LMIo2X-Kc/TfH9XMZ89LI/AAAAAAAABPg/IBE1pPHyQL4/s72-c/Buddhadasa1.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-7718426157803395788</id><published>2011-06-07T19:57:00.003+07:00</published><updated>2011-06-07T20:07:02.986+07:00</updated><title type='text'>๑) ทบทวนทิศทางในวันล้ออายุ</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;งานร้อยคน ร้อยธรรม ร้อยห้าปีพุทธทาส&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;กับ วิจักขณ์ พานิช ณ สวนโมกข์กรุงเทพฯ &lt;br /&gt;๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-8crWGnwORcQ/Te4hWDLFwvI/AAAAAAAABPM/EY6mEmgnSZI/s1600/552000016115404.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="153" src="http://4.bp.blogspot.com/-8crWGnwORcQ/Te4hWDLFwvI/AAAAAAAABPM/EY6mEmgnSZI/s200/552000016115404.jpg" t8="true" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;(๑) ทบทวนทิศทางในวันล้ออายุ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร &lt;/strong&gt;งานวันนี้เป็นงานเสวนาเนื่องในวันล้ออายุท่านพุทธทาส และเป็นวาระครบ ๑๐๕ ปีของท่านอาจารย์ด้วย ประเด็นนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่คุณวิจักขณ์เองก็อยากจะชวนพวกเราพูดคุยนะคะว่าความสำคัญหรือว่าหัวใจหลักของการจัดงานล้ออายุในทัศนะของท่านอาจารย์พุทธทาสกับที่เข้าใจกันปัจจุบันมันมีความตรงกันหรือว่ามันมีความไม่ตรงกันในแง่มุมไหนบ้าง เชิญค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; คือเรื่องของการล้ออายุนะครับ คือผมมองว่าท่านอาจารย์เนี่ย ท่านเป็นคน “แรง” นะครับ เป็นคนที่อัตตาแรงคนนึงก็ว่าได้ แต่หลายๆอย่างเนี่ย ท่านสามารถรู้เท่าทันตัวเอง แล้วแปรเปลี่ยนความแรงของตัวตนนั้นไปในการรับใช้คนอื่น แล้วเข้าไปสัมพันธ์กับเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นในสังคมจริงๆ ท่านเป็นคนที่ไม่หยุดนิ่งนะครับ ผมว่าแม้กระทั่งช่วงปลายชีวิตของท่าน ท่านก็ยังตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องเล่น เล่นกับตัวตน เล่นกับอิมเมจ เล่นกับสิ่งที่ท่านสร้างขึ้น เล่นกับสวนโมกข์ เล่นกับความสำเร็จของท่านทุกอย่าง ผมว่าจุดเริ่มต้นของการล้ออายุ มันคือการเล่นนะครับ คือเหมือนกับว่าเล่นกับตัวตน เล่นกับอายุ เล่นกับความเป็นตัวฉัน มันคือเรื่องของการที่เรากล้าท้าทายตัวเอง ทบทวนตัวเองเสมอในแต่ละปีที่อายุเราผ่านไป มันไม่ใช่เรื่องของการที่เราจะสะสมบุญบารมี สะสมสาวก สะสมความสำเร็จ แม้กระทั่งเรื่องของการเผยแพร่ศาสนาให้ยิ่งใหญ่ มากขึ้นไปเรื่อยๆ ตรงกันข้าม มันเป็นเรื่องของการปล่อยให้เป็นไปเองตามเหตุปัจจัย ผมมองว่าการได้ทบทวนตัวเองเรื่อยๆเนี่ยเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งทำงานใหญ่ ยิ่งทำในสิ่งที่เราบอกว่ามันมีคุณค่ากับผู้คน มันก็ยิ่งต้องทบทวนตัวเองให้เยอะขึ้นน่ะครับ แล้วผมมองว่าท่านอาจารย์มีการให้ค่ากับการมองและทบทวนตัวเองเยอะมาก กล้าที่จะให้คนอื่นเข้ามาท้าทาย หรือว่าพูดคุยแลกเปลี่ยน ธรรมะของท่านจึงมีพลวัต น่าเสียดายที่พอท่านอาจารย์มรณภาพไปเนี่ย เรามีแง่มุมตรงนี้น้อยมากเลย กลายเป็นว่าไม่มีใครกล้าเล่นกับท่านอาจารย์เลย ไม่มีใครกล้าแหย่ท่านอาจารย์อีกแล้ว มันน่าเสียดายนะครับ ผมรู้สึกว่าหลายๆอย่างมันต้องมีการทบทวน ทบทวนจากทิศทางที่เราเดินตามรอยท่านอาจารย์ ผมรู้สึกต้องมีการทบทวนอย่างหนัก แล้วก็วันล้ออายุแต่ละปี มันน่าจะมาคุยกันอย่างนี้ มันน่าจะมีการได้เปิดประเด็นการวิพากษ์ พูดคุยถกเถียง และมองตัวตนของท่านอาจารย์ในมุมต่างๆ กล้าที่จะมองน่ะครับ ท่านตายไปแล้ว ไม่ต้องกลัวท่านด่าหรอกครับ แต่ถ้าเราคิดถึงท่าน เราก็ล้อท่าน ชวนท่านสนทนาวิสาสะน่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร &lt;/strong&gt;แล้วจะคุยกับท่านอย่างไรคะ ถ้าเกิดว่าตอนนี้ ณ ปัจจุบันนี้ ท่านไม่อยู่ให้เราคุย&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ก็นี่แหละครับ แบบที่เรากำลังทำนี่แหละ เราคุยกับท่าน เราเสวนา เราล้อ เราเถียงกับท่าน&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; คุยอ่ะครับไม่ใช่อวย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; คุณวิจักขณ์เคยบวชเรียนอยู่ที่สวนโมกข์ด้วย ตอนนั้นได้เรียนรู้อะไรจากสวนโมกข์บ้างคะ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ผมได้เรียนรู้จากสวนโมกข์เยอะมากครับ สวนโมกข์เป็นห้องเรียนที่เราสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเราเองจริงๆ ผมได้เรียนรู้เรื่องการปฏิบัติภาวนา การอยู่คนเดียว การอยู่กับความกลัว ส่วนงานของท่านอาจารย์ก็ได้มีเวลาทดลองมันจริงๆนะครับ ซึ่งผมพูดตรงๆว่างานของท่านอาจารย์เนี่ย จริงๆแล้วไม่ได้เข้าใจยาก ถ้ามีเวลากับมัน ก็ถือว่าไม่ได้ซับซ้อนอะไรนะครับ นอกจากได้ฝึกปฏิบัติแล้ว ผมก็ใช้เวลาอยู่ในห้องสมุด อา...อยู่ที่นั่นเนี่ยปรากฏว่า หนังสือที่ผมได้อ่านในห้องสมุด.. อันนี้ผมไม่ค่อยได้เล่านะ ที่จริงแล้วจุดเปลี่ยนที่สำคัญตอนอยู่สวนโมกข์ ก็คือผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ ๒๔๗๕ อ่ะครับ ซึ่งมันอยู่ในห้องสมุดสวนโมกข์เยอะมาก ไม่รู้มันไปอยู่ทำไม แต่ด้วยอะไรบางอย่าง...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; หนังสือประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จะอยู่ในห้องสมุดค่ะ ไม่ค่อยอยู่ในห้องเรียน&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; (หัวเราะ) นั่นก็ใช่ แต่มันอยู่ในห้องสมุดสวนโมกข์ไง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; เออ ไปอยู่ในห้องสมุดสวนโมกข์ &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ใช่ไหมครับ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ก็เลยคิดว่าจริงๆ ก็น่าจะเป็นหนังสือที่ท่านอาจารย์อ่านหรืออะไรทำนองนั้น แต่ผมรู้สึกว่าการที่ผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์สังคมไทย เรียนรู้เหตุการณ์ทางสังคมตั้งแต่ ๒๔๗๕ เป็นต้นมา กรณีสวรรคต ชีวิตอาจารย์ปรีดี อาจารย์ป๋วย งานเขียนของอาจารย์สุลักษณ์ ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา มันทำให้ผมตาสว่างขึ้นมากเลยครับ และมันก็ทำให้มุมมองบางอย่างเกี่ยวกับการศึกษาธรรมะของผมติดดินมากขึ้น รู้สึกว่าเริ่มเอะใจกับอุดมการณ์กระแสหลักของธรรมะทั่วๆไปพอสมควร มันมีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปที่อาจจะไม่ได้เป็นด้านสวยงามที่สังคมไทยพยายามจะแสดงอยู่ในตอนนี้ โอ.. ถ้าจะถามกันจริงๆ ผมรู้สึกว่า ช่วงนั้นล่ะครับที่เป็นจุดเปลี่ยน คือได้อ่านประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ ๒๔๗๕ ที่สวนโมกข์ ฟังดูคนละเรื่องเลยนะ (หัวเราะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; อื้อ... น่าสนใจนะคะ เชื่อว่าหลายคนก็จะได้รับแรงบันดาลใจจากการไปอ่านหนังสือเรื่องประวัติศาสตร์ไทย ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งนะ เรารู้สึกเหลือเกินว่าแบบ... เอ๊ะทำไม ประวัติศาสตร์แบบนี้เนี่ย ไม่เคยถูกสอนในห้องเรียน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ใช่ครับ ประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่ธรรมะมากๆ เป็นเรื่องโลกๆ เป็นเรื่องความทุกข์ของคน มีทั้งความเป็นธรรมะและความไม่เป็นธรรม เป็นเรื่องมุมมองที่หลากหลายของการมองชีวิต และการยอมรับความจริงที่ไม่ใช่มีด้านเดียว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; ค่ะ แล้วตอนนั้นพออ่านหนังสือประวัติศาสตร์ไป มันทำให้เรากลับมาตั้งคำถามต่อตัวเองที่มันหลากหลายมากขึ้นมั๊ยคะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ใช่ครับ มันทำให้เราเห็นน่ะครับว่า เฮ้ย... เราไม่แปลกจริงๆด้วย (หัวเราะ)...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พิธีกร&lt;/strong&gt; (หัวเราะ) ......เพราะในอดีตมีคนแปลกยิ่งกว่าเรา&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์&lt;/strong&gt; ใช่ แปลกแยกยิ่งกว่าเราซะอีก แล้วเรารู้สึกว่า จริงๆ ด้วยนะ... ส่วนหนึ่ง สังคมไทยต่างหากที่มีปัญหา ไม่ใช่เรามีปัญหาน่ะครับ เราสามารถที่จะตั้งคำถามอะไรก็ได้ และเราก็สามารถที่จะเดิน และหาคำตอบได้ด้วยตัวเราเอง และเราก็รู้สึกว่า เออ..ทำเลย ทำเลยดีกว่า ไม่ต้องรอให้ใครมาapprove อะไรมากมาย คือมันปลดแอกอะไรเราเยอะเหมือนกัน ว่าอื้อ.. จริง ๆ แล้วปัญหาเนี่ย มันไม่ได้อยู่ที่เรามากขนาดนั้นนี่หว่า มันอยู่ที่สังคมที่เราอยู่เหมือนกันนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-7718426157803395788?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/7718426157803395788'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/7718426157803395788'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/06/blog-post.html' title='๑) ทบทวนทิศทางในวันล้ออายุ'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-8crWGnwORcQ/Te4hWDLFwvI/AAAAAAAABPM/EY6mEmgnSZI/s72-c/552000016115404.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-5182827075207788885</id><published>2011-04-28T07:16:00.000+07:00</published><updated>2011-04-28T07:16:48.014+07:00</updated><title type='text'>แนะนำทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;strong&gt;ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Cutting Through Spiritual Materialism&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชอเกียม ตรุงปะ บรรยาย &lt;br /&gt;วิจักขณ์ พานิช แปล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำนิยม โดย เขมานันทะ &lt;br /&gt;คำนำ โดย เรจินัลด์ เรย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง&lt;br /&gt;พิมพ์ครั้งที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๔&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำนวน ๒๘๘ หน้า &lt;br /&gt;ราคา ๒๐๐ บาท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือธรรมะเรต “ห” ที่ขัดต่อศีลธรรมและความสงบสุขของอัตตาอย่างแท้จริง ท้าทายความเชื่อเรื่อง “ศาสนา” ที่เคยมีมา และเปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า “ธรรมะ” ไปโดยสิ้นเชิง&amp;nbsp;ฉีกขนบงานแปลทางศาสนา ด้วยสำนวนภาษาที่เป็นกันเอง ติดดิน ตรงไปตรงมา และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่านี่เป็นหนังสือธรรมะประเภทโฆษณาชวนเชื่อ ฮาวทู หรือเสริมสร้างสุข เลิกหวังไปเลยว่าจะเป็นหนังสืออ่านง่าย แฝงคติเตือนใจ หรือให้ข้อคิดคำคม หากจะจัดเรตติ้งให้หนังสือเล่มนี้ นี่คือหนังสือธรรมะเรต “ห” ที่ขัดต่อศีลธรรมและความสงบสุขของอัตตาอย่างแท้จริง เป็นธรรมะที่จะเปิดโปงทุกแง่มุมของการหลอกตัวเอง เปิดเผยกลไกการทำงานของอัตตา สติปัญญา และความเจ้าเล่ห์ของมันอย่างถึงรากและทะลุทะลวง จนอาจถึงขั้นเป็นภัยคุกคามต่อโลกอันสงบสุขและศีลธรรมของคนดีมีธรรมะทั้งหลายเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้อ่านหนังสือเล่มนี้อาจรู้สึกราวกับโดนไม้ท่อนใหญ่ฟาดหัวเข้าอย่างจัง เพราะเนื้อหานำเสนอประเด็นท้าทายความเชื่อเรื่อง “ศาสนา” และเปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า “ธรรมะ” ไปโดยสิ้นเชิง เช่น การปฏิบัติธรรมไม่ใช่หนทางสู่การพ้นทุกข์หรือสร้างสุข แต่คือการยอมรับและเผชิญทุกข์สุขตามที่เป็น ธรรมะไม่ใช่การตัดสินดีชั่ว ถูกผิด การกำจัดด้านมืดให้สิ้นซาก หรือการแบ่งแยกฝ่ายธรรมะจากฝ่ายอธรรม ไม่ใช่การพิพากษาว่าอัตตาเป็นสิ่งชั่วร้ายที่ต้องกำจัด แต่ต้องรู้ทันและเข้าใจมันอย่างทะลุปรุโปร่ง จนอัตตาไม่อาจมีอำนาจเหนือความรู้แจ้งของเราได้ เส้นทางจิตวิญญาณไม่ใช่เรื่องของการพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนดีมีศีลธรรม หรือหลีกหนีจากชีวิตแบบโลกย์ๆ แต่คือการเป็นตัวของตัวเอง ยอมรับตัวเองอย่างที่เป็น ภาคภูมิใจในความเป็นคน และตระหนักว่าศักยภาพแห่งการรู้แจ้งไม่ใช่สิ่งที่ต้องสร้างขึ้นใหม่ ทว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเราทุกคนอยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ&lt;/em&gt; นำเสนอเนื้อหาที่กระตุ้นเตือนชาวพุทธให้หันกลับมาตระหนักในเรื่อง “วัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ” อันหมายถึงการใช้หลักธรรมคำสอน เทคนิคปฏิบัติ และภาพลักษณ์สูงส่งทางจิตวิญญาณ เพียงเพื่อการหลอกตัวเอง การเสริมสร้างอัตตา หรืออัตลักษณ์ทางศาสนา ศีลธรรม ความดี บุญบารมี ปัญญาญาณ ขั้นการบรรลุธรรม ฯลฯ อย่างปราศจากการนำพุทธธรรมมาฝึกฝนปฏิบัติจริงในชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้เป็นบทบรรยายธรรมชิ้นสำคัญที่สุดของ เชอเกียม ตรุงปะ ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งพุทธธรรมในหัวใจคนหนุ่มรุ่นใหม่จากธิเบต สู่ผู้คนในโลกตะวันตกอย่างไม่ประนีประนอม พุทธศาสนาในโลกตะวันตกไม่ได้มีสถานะหรือต้นทุนทางสังคมใดๆ ให้ผู้ศรัทธาหยิบฉวยมาสร้างอัตลักษณ์ทางศาสนา อีกทั้งคนส่วนใหญ่ยังรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับข้อบังคับ กฎเกณฑ์ และความรู้สึกผิดบาปจากศาสนาที่พวกเขาเคยยึดถือมาหลายชั่วคนอีกด้วย ดังนั้นก่อนเข้าสู่เส้นทางพุทธศาสนา ผู้คนเหล่านี้จึงต้องการแผนที่ที่สามารถบอกถึงหัวใจและรายละเอียดของเส้นทางทั้งหมดด้วยความเปิดเผยตรงไปตรงมา และหนังสือเล่มนี้ได้แสดงแผนที่นั้นไว้อย่างครบถ้วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ Cutting Through Spiritual Materialism จะเป็นหนังสือสำคัญทางพุทธศาสนาสายวัชรยานในโลกตะวันตก และเป็นคำสอนแรกที่ เชอเกียม ตรุงปะ ถ่ายทอดในทวีปอเมริกาเหนือ ช่วงปี ค.ศ. ๑๙๗๐ และ ๑๙๗๑ แต่กล่าวได้ว่านี่เป็นหนังสือที่ “ไร้กาลเวลา” เพราะแม้จะผ่านมาถึง ๔๐ ปีแล้ว ทว่าแก่นพุทธศาสนาวัชรยานที่ได้รับการถ่ายทอดอยู่ในหนังสือเล่มนี้ยังคงสื่อสารได้กับผู้คนทุกยุคทุกสมัยและทุกวัฒนธรรม รวมทั้งสังคมไทยยุคปัจจุบันที่กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริบทของหนังสือเล่มนี้มีความคล้ายคลึงกับปรากฏการณ์ทางจิตวิญญาณที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ นั่นคือคำสอนทางศาสนามักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมสิ่งที่เข้ามาก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง (ซึ่งมักถูกมองในฐานะสิ่งคุกคาม) เราจะรู้เท่าทันอำนาจการบิดเบือนคำสอนทางศาสนาของอัตตาได้อย่างไร? คำสอนทางจิตวิญญาณควรถูกนำมาใช้ในการตั้งคำถามกับความเป็นไปของสังคมและตัวเราเองอย่างไร? การแสวงหาคุณค่าทางจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่ควรเป็นไปในทิศทางใดจึงจะสอดคล้องกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต? เหล่านี้เป็นคำถามที่มีอยู่ในหัวใจของผู้แสวงหาสัจจะทุกยุคทุกสมัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแง่สำนวนการแปล วิจักขณ์ พานิช ฉีกขนบงานแปลทางศาสนา ด้วยการใช้สำนวนภาษาที่เป็นกันเอง ติดดิน ตรงไปตรงมา และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เขาใช้ประสบการณ์จากการฝึกฝนอยู่ในสายปฏิบัติของ เชอเกียม ตรุงปะ ถ่ายทอดหัวใจสำคัญของการสื่อสารธรรมะที่ไปพ้นถ้อยคำ มีสไตล์การใช้ภาษาที่เต็มไปด้วยลูกเล่น สำนวน อุปมาอุปไมย คำประดิษฐ์ สแลง มุขตลก ยึดหลักการถ่ายทอดคำสอนปากเปล่า คือการใช้ภาษาพูด บทสนทนาโต้ตอบที่ไม่เป็นทางการ และมีความเป็นเสรีนิยมตามบริบทการสื่อสารธรรมะสู่คนหนุ่มสาวอเมริกันยุค ๗๐ ด้วยเหตุที่ว่า นั่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้งานชิ้นนี้มีความน่าสนใจและสามารถสื่อสารได้เหมาะสมกับบริบทที่พุทธศาสนาไทยในโลกสมัยใหม่กำลังเผชิญอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;นานาทัศนะต่อ "ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ"&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.facebook.com/note.php?saved&amp;amp;preview¬e_id=10150168987571173&amp;amp;id=102073626174"&gt;http://www.facebook.com/note.php?saved&amp;amp;preview¬e_id=10150168987571173&amp;amp;id=102073626174&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เนื้อหาบางส่วนจาก "ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ"&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.facebook.com/note.php?saved&amp;amp;preview¬e_id=10150168994936173&amp;amp;id=102073626174"&gt;http://www.facebook.com/note.php?saved&amp;amp;preview¬e_id=10150168994936173&amp;amp;id=102073626174&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-5182827075207788885?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5182827075207788885'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5182827075207788885'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/04/blog-post.html' title='แนะนำทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-6243645700625282684</id><published>2011-04-04T13:49:00.000+07:00</published><updated>2011-04-04T13:49:25.526+07:00</updated><title type='text'>to the Glorious Father</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;The vast ocean, &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;There’s no path.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;But you encourage me to go anyway.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“One stepping stone at a time”, you said.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"The rest, you’ve got to leap."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;This is too hard...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;There's no way to go...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;I heard giggles, "and so?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Are you willing to be used as the path for the rest, my son?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4 Apr 2011&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-Pe8xv8RrHFM/TZlp0iUpdyI/AAAAAAAABOM/91wh3y3UIwE/s1600/4346398881_960d0faf27_z.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" r6="true" src="http://2.bp.blogspot.com/-Pe8xv8RrHFM/TZlp0iUpdyI/AAAAAAAABOM/91wh3y3UIwE/s320/4346398881_960d0faf27_z.jpg" width="256" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-6243645700625282684?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/6243645700625282684'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/6243645700625282684'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/04/to-glorious-father.html' title='to the Glorious Father'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-Pe8xv8RrHFM/TZlp0iUpdyI/AAAAAAAABOM/91wh3y3UIwE/s72-c/4346398881_960d0faf27_z.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-7941214350130010623</id><published>2011-03-10T21:44:00.008+07:00</published><updated>2011-03-25T01:28:40.303+07:00</updated><title type='text'>ทะลวงแล้ววันนี้</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none;"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://lh5.googleusercontent.com/-VjWf2M2Og2I/TXz-6-6JaDI/AAAAAAAABNY/e-4hnUy9ht0/s1600/Cover_CTSM_for_FB_%2526_Blog.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" q6="true" src="https://lh5.googleusercontent.com/-VjWf2M2Og2I/TXz-6-6JaDI/AAAAAAAABNY/e-4hnUy9ht0/s320/Cover_CTSM_for_FB_%2526_Blog.jpg" width="219" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: left;"&gt;บ้านตีโลปะเชิญชวนซื้อหนังสือเต็มราคาปก เพื่อสนับสนุนการควักเนื้อแปลงานคุณภาพ&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: left;"&gt;สั่งซื้อโดยตรงได้ที่ &lt;a href="mailto:shambhala04@gmail.com"&gt;shambhala04@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="border-bottom: medium none; border-left: medium none; border-right: medium none; border-top: medium none; clear: both; text-align: left;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-7941214350130010623?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/7941214350130010623'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/7941214350130010623'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/03/blog-post.html' title='ทะลวงแล้ววันนี้'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='https://lh5.googleusercontent.com/-VjWf2M2Og2I/TXz-6-6JaDI/AAAAAAAABNY/e-4hnUy9ht0/s72-c/Cover_CTSM_for_FB_%2526_Blog.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-4032781102660467661</id><published>2011-02-22T23:29:00.001+07:00</published><updated>2011-02-22T23:47:07.046+07:00</updated><title type='text'>สารของวิมลเกียรติ</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;"รูปไม่ได้ว่างเปล่าเพราะความว่าง ความว่างไม่ได้แยกขาดจากรูป รูปในตัวของมันเอง&amp;nbsp;&lt;em&gt;คือ&amp;nbsp;&lt;/em&gt;ความว่าง ความว่างในตัวของมันเอง&lt;em&gt; คือ &lt;/em&gt;รูป"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำกล่าวนี้พบได้โดยทั่วไปในคัมภีร์มหายาน แสดงถึงหัวใจของคำสอนทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา/ มาธยมรรค) และเป็นข้อความพื้นฐานของพระสูตรวิมลเกียรติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"รูป" แสดงถึงโลกที่คุ้นชิน โลกสัมพัทธ์ โลกสมมติจากการปรุงแต่งเชิงหลักการ ส่วน "ความว่าง" แสดงถึงเป้าหมายแห่งความโหยหาทางจิตวิญญาณ สัจธรรม ธรรมชาติจริงแท้ หรือการไปพ้น สภาวธรรมอันเป็นอนันตการ และไร้การเกิดตาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทว่าหากทั้งสองเป็นสิ่งเดียวกัน อะไรเล่าคือเป้าหมายของพุทธศาสนา? และพุทธปรัชญาจะมีไว้เพื่ออะไร?&amp;nbsp;&amp;nbsp;ความเพียรในการปฏิบัติยังเป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่?&amp;nbsp; แล้วทั้งหมดจะไม่นำไปสู่ความว่างเปล่าของความเชื่อแบบตายแล้วสูญล่ะหรือ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีนักปรัชญามากมายที่หลงเข้าใจผิดว่าทางสายกลาง แบบที่สอนโดยวิมลเกียรติ นาคารชุน หรือพระพุทธะมหายาน ว่าเป็นคำสอนที่นำไปสู่การหมดสิ้นซึ่งคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าทางโลกหรือทางธรรม&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-4032781102660467661?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/4032781102660467661'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/4032781102660467661'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/02/blog-post_22.html' title='สารของวิมลเกียรติ'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-2917166717559514810</id><published>2011-02-19T08:26:00.002+07:00</published><updated>2011-02-19T08:26:48.306+07:00</updated><title type='text'>ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="messageBody"&gt;&lt;span&gt;คลิปย้อนหลัง งานนิเวศภาวนา "ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์" ของเสมสิกขาลัย ที่ทำกับอาจารย์ประมวลเมื่อกุมภ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;าพันธ์ปีที่แล้ว งานนี้เกือบตายเพราะพิษไข้เลือด&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;ออกสายพันธุ์ตลิ่งชัน ดูหลักฐานได้ในคลิป &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: left;"&gt;&lt;object width="320" height="266" class="BLOGGER-youtube-video" classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0" data-thumbnail-src="http://i.ytimg.com/vi/La3tQ-iORr0/0.jpg"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/La3tQ-iORr0?f=user_uploads&amp;c=google-webdrive-0&amp;app=youtube_gdata" /&gt;&lt;param name="bgcolor" value="#FFFFFF" /&gt;&lt;embed width="320" height="266" src="http://www.youtube.com/v/La3tQ-iORr0?f=user_uploads&amp;c=google-webdrive-0&amp;app=youtube_gdata" type="application/x-shockwave-flash"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-2917166717559514810?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/2917166717559514810'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/2917166717559514810'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/02/blog-post_19.html' title='ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-5269016062156500028</id><published>2011-02-09T23:33:00.001+07:00</published><updated>2011-02-09T23:34:46.454+07:00</updated><title type='text'>ล้อ-เล่น-โลก</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;table cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="float: left; margin-right: 1em; text-align: left;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TVLBXwmUeqI/AAAAAAAABM0/A3x78D7d8Oo/s1600/P1080048_1.JPG" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; margin-bottom: 1em; margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" h5="true" src="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TVLBXwmUeqI/AAAAAAAABM0/A3x78D7d8Oo/s1600/P1080048_1.JPG" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;ถ่ายรายการล้อ-เล่น-โลก&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-5269016062156500028?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5269016062156500028'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5269016062156500028'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/02/blog-post_09.html' title='ล้อ-เล่น-โลก'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TVLBXwmUeqI/AAAAAAAABM0/A3x78D7d8Oo/s72-c/P1080048_1.JPG' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-4514781998962560177</id><published>2011-02-07T10:54:00.003+07:00</published><updated>2011-02-07T11:08:31.186+07:00</updated><title type='text'>ง่ายงามในความธรรมดา</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SYmPqNWtzzI/AAAAAAAAArM/XVz8wEcvI3w/s320/p05_re.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" h5="true" src="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SYmPqNWtzzI/AAAAAAAAArM/XVz8wEcvI3w/s320/p05_re.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;"ง่ายงามในความธรรมดา" เมื่อเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นคอร์สภาวนาพื้นฐานระยะสั้น ๒ วัน ที่ผมจัดกับเสมสิกขาลัยทุกปี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สามอาทิตย์ก่อนจัด มีผู้สมัครมาเพียง ๘ คน แต่พอวันจริง ไม่น่าเชื่อว่ามีผู้สนใจเข้าร่วมครบเต็มตามจำนวนคือ ๓๐ คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกครั้งที่จะสอนในคอร์สระยะสั้นแบบนี้ ผมมักมีความลังเล&amp;nbsp;ด้วยความที่มีระยะเวลาจำกัดในการสื่อสารมิติของการภาวนา&amp;nbsp;ที่แม้จะไม่ใช่เรื่องยาก จนทำความเข้าใจไม่ได้ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแดกด่วนที่หยิบยื่นให้กันราวกับของดีที่มีไว้แจก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสอน การให้ความเข้าใจนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากคือการสร้างพื้นที่ กระบวนการ การแลกเปลี่ยนพูดคุย และการปฏิบัติ ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมแต่ละคนรู้สึกไว้วางใจ และเต็มที่กับการศิโรราบต่อตนเอง&amp;nbsp;เพราะหากผู้ฝึกไม่เปิดตนเองแล้ว การภาวนาก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากไปกว่า กิจกรรมเสริมที่ทำให้ "รู้สึกดี" กันอย่างฉาบฉวย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สองวันที่ผ่านมา มีความรู้สึกมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างการอบรม เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกราวกับว่าครูบาอาจารย์มานั่งอยู่ข้างๆ&amp;nbsp; ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพื้นที่การฝึก&amp;nbsp;ไม่ได้ถูกตระเตรียมไว้ล่วงหน้า&amp;nbsp;คำสอนเปรียบเสมือนดาบสองคม ที่ตัดทั้งผู้สื่อสารและผู้รับการสื่อสาร&amp;nbsp;ผมรู้สึกเหมือนนักเรียนคนหนึ่งไม่ต่างจากผู้เข้าร่วมทั้ง ๓๐ คนเลย ท้ายการอบรมผมรู้สึกเปราะบาง คิดอะไรไม่ออก และเปลือยเปล่าอย่างไม่น่าเชื่อ ผมคิดว่าหลายคนที่ผ่านการฝึกสองวันนี้คงรู้สึกไม่ต่างกัน และยังคงเป็นคำถามว่า เราจะสามารถอยู่กับภาวะนี้อย่างไรต่อไป อย่างไม่รีบลนลานหาอะไรมาปกปิดและทับถมมันอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-4514781998962560177?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/4514781998962560177'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/4514781998962560177'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/02/blog-post.html' title='ง่ายงามในความธรรมดา'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SYmPqNWtzzI/AAAAAAAAArM/XVz8wEcvI3w/s72-c/p05_re.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-7023999221391086356</id><published>2011-01-28T13:42:00.010+07:00</published><updated>2011-02-07T10:45:06.616+07:00</updated><title type='text'>พวกเป็นกลาง (Centrist)</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.kheper.net/topics/Buddhism/Nagarjuna.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" s5="true" src="http://www.kheper.net/topics/Buddhism/Nagarjuna.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;ในสถานการณ์ทางสังคมและการเมือง มีการจำแนกคนออกตามอุดมการณ์หลักๆ เช่น พวกฝ่ายซ้าย, พวกฝ่ายขวา ฯลฯ และแน่นอนว่าทุกครั้ง เราจะได้ยินคนที่อ้างว่าตน "เป็นกลาง" &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า "เป็นกลาง"&amp;nbsp; เป็นคำที่มักใช้อ้างถึงอุดมการณ์ของชาวพุทธผู้ฝึกตนบนมัชฌิมาปฏิปทา (เถรวาท) รวมถึงมาธยมิกชน (มหายาน) ซึ่งก็น่าสนใจว่า อุดมการณ์ของพวกเป็นกลาง(Centrist) โดยนัยของมัชฌิมาปฏิปทา และมาธยมิกนั้น มีความหมายอย่างไรได้บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-7023999221391086356?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/7023999221391086356'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/7023999221391086356'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/01/centrist.html' title='พวกเป็นกลาง (Centrist)'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-3266141490803741720</id><published>2011-01-27T22:22:00.013+07:00</published><updated>2011-01-30T22:58:14.646+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มัชฌิมาปฏิปทา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มาธยมิก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทางสายกลาง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มหายาน'/><title type='text'>ที่ว่ากลาง นั้นกลางตรงไหน?</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;คำสอนเรื่องทางสายกลาง หรือ ใจที่เป็นกลาง ตามหลักมัชฌิมาปฏิปทาที่เราคุ้นเคย มักพูดถึงโลกทัศน์ที่แบ่งเป็นสอง สองข้าง สองขั้ว ยิ่งโดยเฉพาะข้อศีลและข้อธรรมที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว ยิ่งทำให้ง่ายต่อการเข้าใจว่า ทางสายกลางคือเส้นทางแคบๆ ที่หากประมาท ขาดสติสัมปชัญญะย่อมหลุดออกจากทางนั้นไม่ซ้ายก็ขวาได้โดยง่าย และการช่วยเหลือผู้อื่น คือ การดึงให้ผู้คนเข้ามาเดินอยู่บนทางที่ถูกต้องสายนั้นให้มากที่สุด นั่นคือ ทางสายกลางโดยนัยของทางแคบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทว่าทางสายกลาง ตามแนวทางของมาธยมิก ให้อรรถาธิบายโดยนัยของทางกว้่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"หากมณฑลของใจ กว้างใหญ่ดั่งท้องฟ้า สุกสว่างดั่งแสงอาทิตย์แล้วไซร้&lt;br /&gt;จุดศูนย์กลางของใจนั้น ตั้งอยู่ที่ใด?"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;what is Madyamaka? อะไรคือมาธยมิก&lt;br /&gt;it is the center of the sunlit sky จุดกลางของฟ้ากว้างสว่างจ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...ซึ่งหมายความว่า &lt;strong&gt;"เป็นกลางได้ในทุกที่"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TUI5UWYfaxI/AAAAAAAABFQ/fe0vLZWiLcc/s1600/Great-Eastern-Sun-by-alicepopcorn-450x337.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5567075111151823634" src="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TUI5UWYfaxI/AAAAAAAABFQ/fe0vLZWiLcc/s320/Great-Eastern-Sun-by-alicepopcorn-450x337.jpg" style="cursor: hand; float: left; height: 240px; margin: 0px 10px 10px 0px; width: 320px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-3266141490803741720?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/3266141490803741720'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/3266141490803741720'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/01/blog-post_27.html' title='ที่ว่ากลาง นั้นกลางตรงไหน?'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TUI5UWYfaxI/AAAAAAAABFQ/fe0vLZWiLcc/s72-c/Great-Eastern-Sun-by-alicepopcorn-450x337.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-3041101162261247395</id><published>2011-01-26T23:53:00.011+07:00</published><updated>2011-01-29T11:22:29.035+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หินก้าว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทางสายกลาง'/><title type='text'>หินก้าว</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TUBUZU1N60I/AAAAAAAABFA/zTeJDggXHw0/s1600/Skelleton.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5566541933495315266" src="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TUBUZU1N60I/AAAAAAAABFA/zTeJDggXHw0/s320/Skelleton.jpg" style="cursor: hand; float: left; height: 320px; margin: 0px 10px 10px 0px; width: 245px;" /&gt;&lt;/a&gt; สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่ง คือ เวลาที่เราพูดถึงทางสายกลาง เรามักจะสนใจไปที่มิติด้านพิกัดของเส้นทางซะเป็นส่วนใหญ่ นั่นคือเราสนใจว่าเราเดินตรงหรือไม่? เดินออกนอกเส้นทางหรือไม่? มีใครเดินนำหน้าหรือเดินตามหลังเรามาหรือเปล่า? ราวกับว่าเรากำลังระแวดระวังเพื่อตรวจสอบตัวเองอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่เราไม่ค่อยได้ยินได้ฟัง คือ มิติด้านการก้าวเดิน หรือการเคลื่อนไปบนทางสายกลาง ธรรมชาติของการเดินทางเป็นกลางอย่างไร? แต่ละก้าวที่เราเหยียบย่างนั้นเราต้องก้าวไปสัมผัสอะไร และข้ามไปสู่สิ่งใดต่อไป? เราจะเปิดใจสัมพันธ์กับแต่ละความคิด ความรู้สึก อารมณ์อย่างไร? นั่นคือ มิติด้านการก้าวเดินที่สำคัญเกินกว่าที่จะไม่พูดถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เส้นทางแห่งจิตวิญญาณจะมีธรรมชาติของความเป็นทางสายกลางได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละก้าวย่าง และการจะก้าวไปได้ เราจะต้องมีสิ่งที่เรียกกันว่า "หินก้าว" อันแสดงถึงสิ่งที่เราต้องสัมพันธ์ด้วยอย่างสุดจิตสุดใจตรงหน้า จากนั้นจึงข้ามผ่านมันไป "touch and go" ด้วยความสมดุลในทุกการก้าว และทุกการสัมพันธ์กับหินก้าว จะทำให้เราสามารถเดินทางไปสู่การเผชิญทุกเหตุการณ์ ทุกความคิด ทุกอารมณ์ และทุกผู้คน ที่ปรากฏในฐานะส่วนหนึ่งของประสบการณ์บนเส้นทาง อย่างที่ไม่ต้องหลบ เลี่ยง หนี หรือต่อสู้ขัดขืน&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-3041101162261247395?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/3041101162261247395'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/3041101162261247395'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/01/blog-post_2321.html' title='หินก้าว'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TUBUZU1N60I/AAAAAAAABFA/zTeJDggXHw0/s72-c/Skelleton.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-6351819796197918292</id><published>2011-01-26T15:20:00.012+07:00</published><updated>2011-01-29T11:21:43.342+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความเป็นกลาง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ความเป็นธรรม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มัชฌิมาปฏิปทา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทวิลักษณ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มาธยมิก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทางสายกลาง'/><title type='text'>ความเป็นกลาง</title><content type='html'>&lt;div dir="ltr" style="text-align: left;" trbidi="on"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TUAIPvL_DyI/AAAAAAAABDc/VzgJjtSGOpg/s1600/ying-yang.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5566458205887729442" src="http://4.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TUAIPvL_DyI/AAAAAAAABDc/VzgJjtSGOpg/s320/ying-yang.jpg" style="cursor: hand; float: left; height: 300px; margin: 0px 10px 10px 0px; width: 300px;" /&gt;&lt;/a&gt;ปัญหาของการพูดถึงเรื่องความเป็นธรรม หรือ ความเป็นกลาง คือ บ่อยครั้งเราไม่ได้เปิดใจเข้าไปทำความรู้จักความเป็นไปของทั้งสองด้านจริงๆ เรากลัว ขยาด ปฏิเสธด้านใดด้านหนึ่ง เลือกอยู่ข้างฝั่ง "ธรรมะ" ฝั่งความดี ฝั่งความถูกต้อง แต่ไม่ว่าจะถูกอย่างไร จะดีอย่างไร นั่นคงเป็นได้แค่ความเป็นกลางโดยเอาคติหรืออคติของตนเองเป็นศูนย์กลางเท่านั้น ความเป็นกลางจึงต้องการการมีอยู่ของสองด้าน เช่นเดียวกับความเป็นธรรม ที่ต้องอาศัยการทำความเข้าใจสองฟากฝั่ง ทั้งนิพพานและสังสาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ทางสายกลาง" หรือ "มัชฌิมาปฏิปทา" เป็นคำสอนสำคัญที่ถูกกล่าวถึงในพุทธศาสนาเถรวาทอยู่โดยตลอด เพราะเป็นหนึ่งในคำสอนที่ประกาศโดยพระพุทธองค์เองตั้งแต่เทศนาครั้งแรก ทว่าคำสอนเรื่องทางสายกลางนั้น ในทางปฏิบัติ กลับไม่ได้รับความสนใจศึกษาในหมู่สาวกเถรวาทอย่างลึกซึ้งมากเท่าไรนัก "ทางสายกลาง" มักถูกมองเป็นคำสอนง่ายๆ เผินๆ พื้นๆ จนถูกมองข้ามไปในท้ายที่สุด ด้วยการด่วนสรุปว่าเป็นคำสอนที่รู้แล้ว เข้าใจแล้ว ตั้งแต่แรกได้ยิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้น ในข้อศีลและข้อธรรมเบื้องต้นที่เข้าใจได้ง่ายสำหรับผู้ฟังส่วนใหญ่ ทางสายกลางถูกขยายความไว้ไม่กว้างขวางชัดเจนนัก หรืออีกนัยหนึ่ง ก็อาจสรุปว่ามีความชัดเจนอย่างยิ่งจนสามารถยึดถือเป็นหลักเกณฑ์ วินัยปฏิบัติ และมาตรวัดถูกผิดได้ ทว่าสำหรับผู้ปฏิบัติที่ต้องการเข้าไปคลี่คลายเหตุแห่งทุกข์ในโลกแห่งจิตใจอันละเอียดนั้น จำเป็นต้องมีอรรถาธิบาย เพื่อให้เข้าใจการดำรงอยู่บน "ทางสายกลาง" ในบริบทที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโลกแห่งการรับรู้อารมณ์ อันเชื่อมโยงการทำความเข้าใจตนเอง กับผู้อื่นอย่างแท้จริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำความเข้าใจผู้อื่นนั้น ไม่ได้หมายถึงการคิดเผื่อคนอื่น หรือตัดสินว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนอื่น เพราะความหวังดีเช่นนั้นเป็นเพียงการแสดงออกของตัวตนที่พยายามยัดเยียดให้คนอื่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทางสาย(เอาตัวเราเป็นศูนย์)กลางเท่านั้น แนวโน้มนี้เป็นผลจากการยึดมั่นในข้อศีลและข้อธรรมที่ตนเข้าใจจนไม่ปล่อยใจให้ "วาง" จน "เปิด" ต่อผู้อื่นได้จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ที่มาของข้อศีลข้อธรรมเหล่านั้น จะถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็น"กรอบแนวทาง"สำหรับการวางจิตวางใจบนทางสายกลาง เพราะโดยปกติแล้ว สังคมมนุษย์ที่ถูกกำหนดด้วยวัฒนธรรมอันตรงไปตรงมา เรียบง่ายและไม่ซับซ้อน ย่อมสามารถหารูปแบบการดำเนินขีวิตในวัฒนธรรมที่สอดคล้องไปกับนัยของทางสายกลางนั้นอย่างเป็นที่ยอมรับร่วมกันได้ ซึ่งทำให้ทางสายกลางกลายเป็นคำสอนที่ชัดเจน ทำได้จริง เห็นผลจริง และง่ายต่อการเชื้อเชิญให้คนทั่วไปน้อมนำไปปฏิบัติ ทว่าในอีกด้านหนึ่ง กรอบความตายตัวเช่นนั้นก็ไม่สามารถตอบสนองปัจเจกบุคคลผู้ต้องการเข้าใจธรรมชาติของสังสารและนิพพานอย่างลึกซึ้งและเป็นอิสระในทุกๆ สถานการณ์ยิ่งกว่านั้นได้ นี่คือความท้าทายอันเป็นจุดเริ่มต้นของวิถีมหายาน และการต่อยอดคำสอนทางสายกลางของ "มาธยมิก"&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-6351819796197918292?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/6351819796197918292'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/6351819796197918292'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/01/blog-post_26.html' title='ความเป็นกลาง'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TUAIPvL_DyI/AAAAAAAABDc/VzgJjtSGOpg/s72-c/ying-yang.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-3005387358851550942</id><published>2011-01-26T11:39:00.015+07:00</published><updated>2011-01-26T18:43:00.371+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หินก้าว'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='นาคารชุน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มาธยมิก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ตรรกะ'/><title type='text'>มาธยมิก: การข้ามพ้นตรรกะ ด้วยการใช้ตรรกะเป็นหินก้าว</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_Y_nrhAookDQ/ScIEU8YAOHI/AAAAAAAABOA/fXnqzwqkHgg/s400/nagarjuna2.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;width: 225px; height: 295px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_Y_nrhAookDQ/ScIEU8YAOHI/AAAAAAAABOA/fXnqzwqkHgg/s400/nagarjuna2.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;มาธยมิก คือ อะไร?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่ามาธยมิกชนขนานแท้ จะต้องตอบคำถามที่ว่า "มาธยมิก คือ อะไร?" ด้วยประโยคปฏิเสธ; มาธยมิกไม่ใช่ปรัชญา ไม่ใช่ศาสนา ไม่ใช่หลักธรรม ไม่ใช่ความเชื่อ ไม่ใช่สำนักทางปรัชญา ไม่ใช่ทฤษฎีทางภาษาและทฤษฎีวิเคราะห์ ไมใช่จิตบำบัด ไม่ใช่สัสสตทิฏฐิ (ตายแล้วเกิด) ไม่ใช่อุจเฉททิฏฐิ (ตายแล้วสูญ) ไม่ใช่อัตถิภาวะนิยม และก็ไม่ใช่เกมประลองไหวพริบสำหรับคนบางกลุ่มในอินเดียและธิเบตที่ว่างจัด สรรหามาเล่นกัน หรือใช้ปั่นหัวคนอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แล้ว มาธยมิก คือ อะไร?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาคำว่า "มาธยมิก" ถูกอ้างถึง อย่างแรกคือ เราต้องดูให้ดีว่าบริบทการนำมาใช้นั้นบ่งชี้ไปที่สิ่งใด เรากำลังพูดถึงทฤษฎี รูปแบบการปฏิบัติภาวนา เส้นทางแห่งจิตวิญญาณ ผลลัพธ์ หรือธรรมชาติสูงสุดแห่งสรรพสิ่ง (ที่รวมถึงจิตของเรา) ทว่าโดยส่วนมากแล้ว ความหมายของมาธยมิกที่ถูกกล่าวถึงบ่อยๆ ก็คือ ความหมายสุดท้าย อันแสดงถึงธรรมชาติสูงสุดอันเป็นพื้นฐานให้กับมาธยมิกไตรสิกขา ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ เกิดขึ้นได้ โดยที่เป้าหมายของมาธยมิกไตรสิกขาไม่ได้อยู่ที่การได้มาซึ่งอะไรทั้งสิ้น นอกไปเสียจากการเข้าถึงธรรมชาตินั้นอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ของมาธยมิกจึงเป็นประสบการณ์ตรงและมิอาจผันแปรได้ของปรมัตถธรรมภายในจิตใจเราเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แล้วเราจะพูดถึงมาธยมิกอย่างไร?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรมัตถธรรม เป็นภาวะที่ข้ามพ้นจิตปรุงแต่ง ข้ามพ้นถ้อยคำ ข้ามพ้นการผันแปร และการเกิดตาย ดังนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครสามารถ "อธิบาย" "บรรยาย" "พูดถึง" หรือ "สอน" มาธยมิกกันได้จริงๆ โดยทั่วไปมีอยู่สองแนวทางที่ถูกอธิบายไว้ โดย พาโว รินโปเช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"บ้างก็ไม่ให้คำตอบในฐานะความจริงสูงสุด กรณีพวกที่พยายามเข้าใจความหมายโดยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ก็ทำได้แค่หัวเราะ ใครจะคาดคั้นเอาความจริงสูงสุดให้ได้ คงทำได้เพียงไม่มีคำตอบให้"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-3005387358851550942?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/3005387358851550942'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/3005387358851550942'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/01/blog-post_8124.html' title='มาธยมิก: การข้ามพ้นตรรกะ ด้วยการใช้ตรรกะเป็นหินก้าว'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_Y_nrhAookDQ/ScIEU8YAOHI/AAAAAAAABOA/fXnqzwqkHgg/s72-c/nagarjuna2.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-2359482960389040951</id><published>2011-01-25T19:45:00.002+07:00</published><updated>2011-01-25T19:47:59.769+07:00</updated><title type='text'>แก้กรรมในความมืด</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT7Gcta2UII/AAAAAAAABDE/nlEnOAi_ajw/s1600/_1_%257E1.JPG"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 215px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT7Gcta2UII/AAAAAAAABDE/nlEnOAi_ajw/s320/_1_%257E1.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5566104386007355522" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แก้กรรมในความมืด&lt;br /&gt;สนทนากับเขมานันทะ ตอนที่ ๔&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: อาจารย์เคยได้ยินกระแสเรื่องการแก้กรรมบ้างไหมครับ คนที่มีความทุกข์ตามหาเกจิอาจารย์เพื่อให้ช่วยดูกรรม และแนะวิธีที่จะช่วยแก้กรรมของตัวเองให้หมดไป อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไรครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: (นิ่งนาน) กรรม... กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กรรม ๓ เมื่อเราพูดถึงการกระทำกรรม คนทั่วไปรู้จักกรรมดำ กรรมขาว หรือกรรมทั้งขาวทั้งดำปนกัน และกรรมไม่ดำไม่ขาว เรามักได้ฟังว่า คนนี้เป็นกรรมของเค้าที่เค้าเกิดมายากจน เราไม่เคยมองให้หลุดพ้นไปจากสิ่งเหล่านี้เลย คำว่ากรรมดูเป็นเรื่องหนักและปิดกั้นการมองเห็น ซึ่งจริงๆแล้ว ถ้าเรากล้ามอง ก็ไม่ยากเย็นที่จะเห็นได้ว่า เพราะวันๆเอาแต่เกียจคร้านไม่ทำอะไร เขาจึงยากจน เขาสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เขาจึงหมดเงินและยากจน ไม่ใช่เพราะฟ้าดินลงโทษ เพราะเขาทำนา เขาจึงเป็นชาวนา ไม่ใช่เทวดามาแต่งตั้งให้เป็น กรรมของพุทธเป็นเรื่องธรรมดามากๆ แต่ดูเหมือนเราไปคว้าเอากรรมในลัทธิอื่น มาสวมต่อเข้ากับพุทธศาสนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: ตอนที่ผมเริ่มฝึกภาวนา มีการอธิบายในลักษณะหนึ่งที่มักได้ยินบ่อยๆ คือ เราไม่เคยนั่งสมาธินานๆ พอนั่งไปมันก็ปวดขามากใช่มั้ยครับ แล้วผมก็อยากจะขยับ เปลี่ยนขา แต่คนที่เป็นวิทยากรก็เดินมา แล้วบอกว่าให้นั่งต่อไปไม่ต้องเปลี่ยน นั่นเป็นกรรม ชาติที่แล้วเนี่ยเคยไปตีไก่ ชนไก่มาล่ะมั้งเนี่ย แล้วก็เหมือนพยายามจะถามต่อว่านั่งไปแล้วเห็นอะไรมั่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: อ่อ (หัวเราะ) ไปหักขาจิ้งหรีดเข้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: (หัวเราะ) สมัยนี้ก็ยังมีนะครับอธิบายแบบนี้ พออินๆ เข้าก็เห็นเป็นภาพนั้นจริงๆ วิทยากรก็บอกให้แผ่เมตตา ขออโหสิกรรมแก่เจ้ากรรมนายเวร ซึ่งพอทำๆ ไปก็ได้ผลทำให้ใจเราอ่อนโยน มีเมตตามากขึ้นจริงนะครับ แต่บอกตามตรงว่า ผมไม่ค่อยชอบเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: โดยทั่วไปก็อธิบายกันแบบนั้นแหละครับ ซึ่งมีประโยชน์บ้างเล็กน้อยในทางจริยธรรม ทำให้ระมัดระวังสำรวมชีวิตอื่น ไม่ว่าจะเป็นหนอน นก ทำให้เรามีเมตตาต่อสรรพสัตว์ ซึ่งมันก็ดูโง่ๆ ทื่อๆ อย่างนั้น การอธิบายแบบนี้น่าจะเหมาะกับคนประเภทที่เอาดีทางปัญญาไม่ได้ หันไปสู่ความเชื่อดีกว่า ง่ายดี และมันค่อนข้าง dramatize ผู้คน ดูแล้วใครรู้เรื่องกรรมนี่จะกลายเป็นผู้วิเศษไปเลย แต่จริงๆแล้วเรื่องกรรมนี่อธิบายได้ไม่ยากเย็นอะไร กรรมดำเป็นการกระทำที่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น กรรมขาวเป็นการกระทำที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชีวิตงอกงาม กรรมไม่ดำไม่ขาวคือกลางๆ อย่างอริยมรรคนี่ถือเป็นกรรมไม่ดำไม่ขาว อย่างที่ผมยกตัวอย่างว่า คนที่เชื่อว่าชาวนาเกิดมายากจน ชาติก่อนเคยทำบาปทำชั่วมา อย่างนี้เป็นการอธิบายที่เลยเถิดไปครับ ดูจะลึกลับชอบกล ที่จริงๆการที่เค้าเกิดมายากจน อาจเป็นเพราะความเกียจคร้านของเขาเอง อาจเป็นเพราะพ่อแม่ทิ้งหนี้สินไว้ ไม่ได้ศึกษาเข้าใจทุกข์ที่ผจญอยู่มากพอ หรือว่าสาวลึกลงไป อาจเป็นเพราะจิตใจของเขาไม่ตั้งมั่นในตัวเองก็เป็นได้   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: หรือในบางครั้งชาวนายากจน ทั้งๆที่ขยัน ทำงานหนัก ใจบุญสุนทาน ประหยัดมัธยัสถ์ก็มีนะครับ ดูเหมือนสังคมทุกวันนี้มีความซับซ้อนขึ้นไปอีก สาวเหตุไปอาจเป็นเพราะนายทุนกดขี่ ถูกเอาเปรียบโดยนโยบายของภาครัฐ ระบบการจัดสรรที่ทำกินไม่ยุติธรรม ราคาพืชผลทางการเกษตรกำหนดไว้ต่ำเกินจริง อะไรอย่างนี้เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: นั่นควรจะถูกดึงมาอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ เมื่อเราสามารถดึงความรู้เหล่านี้มาอธิบายจนเกิดความเข้าใจได้ เราก็จะแก้กรรมได้ครับ  ส่วนอำนาจลึกลับนั้นเราแก้ไม่ได้ ได้แต่อ้อนวอน ...ทางมันแคบนิดเดียวครับ เรื่องความเชื่อเป็นเรื่องที่งมงายในตัวมันเอง ต่อให้เรื่องนั้นจะจริง แต่ก็ยังไม่เข้าใจเหตุเข้าใจผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: มีเหตุการณ์นึงครับที่ผมได้ดูในคลิปวิดีโอ เหตุเกิด ณ สำนักแห่งหนึ่ง มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งมาแก้กรรม เป็นหญิงสาวหน้าตาดี คงมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์อะไรทำนองนี้ ก็มาขอให้แม่ชีดูกรรมและแก้กรรมให้ แม่ชีก็บอกว่า “ชาติที่แล้วเนี่ย โยมเคยเปิดประตูเมืองให้พม่าเข้ามา ชาตินี้ก็เลยมีแต่ผู้ชายเข้ามาทำร้าย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: พูดอย่างนี้ นางอองซานซูจี เสียใจแย่…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: (หัวเราะ)  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...แล้วแม่ชีก็แนะให้เธอแก้กรรมโดยไปอยู่ในห้องที่ไม่มีประตู หรือไม่ก็หาผ้ามาปิดประตูเอาไว้ แล้วเอาหอยมาเรียงไว้หน้าประตูเพื่อจะได้รับกรรมไปแทน อาจารย์มองการอธิบายหรือชี้แนะในลักษณะนี้ยังไงครับ เพราะดูเหมือนการช่วยแก้กรรมของแม่ชีก็ช่วยทำให้คนที่เข้ามาหาสบายใจขึ้นได้จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: เป็นความสบายใจบนพื้นฐานของความเชื่อครับ เช่น เชื่อว่าเราโชคดี เราเกิดวันจันทร์ หรือเกิดวันสำคัญ เป็นเรื่องของความเชื่อครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: คือ เชื่อใหม่ให้สบายใจขึ้น ปรับความเชื่อ เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน อย่างนั้นเหรอครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: แต่มันสบายใจแบบโง่ๆยังไงไม่รู้นะครับ เชื่อให้สบายใจขึ้น เพราะโดยแท้จริงเราทำความเข้าใจได้อยู่ครับ เราไม่จำเป็นต้องใช้ความเชื่อเต็มร้อยเปอร์เซนต์ เราอาจจะเชื่อว่า “อาจจะมีจริงก็ได้” นี่เป็นความเชื่อเบื้องต้นนะครับ ซึ่งเป็นการเปิดประตูให้ผู้ฟังหายใจโล่งอกก่อน เพราะผู้ฟังมีหลายประเภทนะครับ ประเภทชอบเชื่อไม่ชอบเหตุผลมี ประเภทเกลียดความเชื่อ เพราะมีสติปัญญาเป็นของตัวเองก็มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: เหมือนกับว่าการอธิบายด้วยความเชื่อพยายามทำให้เกิดความลึกลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: ...เพื่อประโยชน์ผลของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลครับ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: ทำไมอาจารย์ถึงมองว่าความลึกลับถึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลล่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: มันเป็นความดำมืดครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: หมายความว่า การอธิบายให้เกิดความลึกลับไม่ได้ช่วยคนฟังจริงๆ แทนที่จะได้ความกระจ่าง กลับเลิกถาม เลิกสงสัยเพราะได้ความเชื่อหรือความลึกลับบางอย่างกลับไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: ถูกครับ ทำให้ผู้ฟังมืดยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: เป็นความสบายใจในความมืด ว่าอย่างนั้นได้มั๊ยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: จริงๆผมว่าไม่สบายใจขึ้นนะ เรียกได้ว่าครึกครื้นขึ้น เหมือนคนเมาเหล้ามากกว่า  ลัทธิความเชื่อที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ ครองใจสาวก มักอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ อ้างเทพ อ้างเทวดา หรือในที่นี้กรรมได้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไป ทั้งๆที่จริงๆแล้วกรรมเป็นเรื่องธรรมดา เข้าใจได้ ถ้ากล้ามองและทำความเข้าใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ธันวาคม ๕๓&lt;br /&gt;ถอดเทปและเรียบเรียง โดย บ้านตีโลปะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;[คลิปที่กล่าวถึงในการสนทนา ดูได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=3yRxhTM_i4s&amp;playnext=1&amp;list=PLBB55B09B6BAAFA9A&amp;index=52 ]&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-2359482960389040951?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/2359482960389040951'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/2359482960389040951'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/01/blog-post_8775.html' title='แก้กรรมในความมืด'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT7Gcta2UII/AAAAAAAABDE/nlEnOAi_ajw/s72-c/_1_%257E1.JPG' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-872007459491114195</id><published>2011-01-25T19:33:00.002+07:00</published><updated>2011-01-25T19:35:29.485+07:00</updated><title type='text'>ปัญญากับญาณของอาจารย์พุทธทาสกับหลวงพ่อเทียน</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT7DfeCfQ0I/AAAAAAAABC8/43w8UIv6aHE/s1600/untitledd.bmp"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 220px; height: 265px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT7DfeCfQ0I/AAAAAAAABC8/43w8UIv6aHE/s320/untitledd.bmp" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5566101134883373890" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญญากับญาณของอาจารย์พุทธทาสกับหลวงพ่อเทียน&lt;br /&gt;สนทนากับเขมานันทะ (ตอนที่ ๓)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: ระหว่างหลวงพ่อเทียนกับอ.พุทธทาส อาจารย์สนิทกับใครมากกว่ากันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: แน่นอนครับว่า หลวงพ่อเทียนนั้นผมเข้าหาได้ทุกโอกาส ทั้งหลับทั้งตื่น แต่สำหรับท่านอาจารย์สวนโมกข์นั้น จะต้องมีเหตุผลมากพอจริงๆ จึงจะเข้าหาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: ที่บอกว่าเข้าหาได้ทั้งหลับทั้งตื่น หมายความว่ายังไงครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: หมายความว่าถ้าต้องการปลุกท่านก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: ขนาดนั้นเลยเหรอครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: ครับ หลวงพ่อเทียนพร้อมเสมอที่จะฟัง ตอบโต้ มี action ด้วย ส่วนท่านอาจารย์สวนโมกข์นั้น เป็นไปในลักษณะการสอนมากกว่า หลวงพ่อเทียนเนี่ย...มีปฏิกิริยาครับ ตอบโต้ด้วย แต่ไม่ได้สั่งสอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: ตอบโต้ยังไงครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: เช่น... เหตุเกิดที่สิงคโปร์ ผมนั่งอยู่กับพื้น หลวงพ่อเทียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ ผมก็เล่าเหตุการณ์ต่างๆ เมื่อครั้งมีสำนักเกิดขึ้นที่สิงคโปร์ นำเรื่องราวที่ตนเองประสบมาเล่า โดยไม่ได้พิจารณาว่าท่านเต็มใจจะฟังหรือเปล่า ผมเล่าไป  เล่าไป จนรู้สึกเหมือนไม่มีคนฟังเลย พอผมเงยหน้า ดูหน้าท่าน สีหน้าท่านเปลี่ยนเป็นดุร้ายเลยครับ ซึ่งทำให้กระแสความคิดแช่มชื่นที่ผมมี สะดุดไปเลยครับ (หัวเราะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวหนึ่งผมนวดท่าน เป็นกิริยาที่คนไทยเราคุ้นเคยกันดี นวดครูบาอาจารย์นั้นถือเป็นความจงรักภักดีส่วนตัว ไม่สนิทใกล้ชิดกันจริงไม่ยอมให้นวด ผมเห็นท่านหลับครับ หลับตา ตอนนวดไปนั้น ผมกระหยิ่มยิ้มย่องมาก ได้ทำความสนิมสนมกับครูบาอาจารย์ ได้อันดับหนึ่งถึงขนาดท่านไว้ใจ คิดว่าท่านหลับครับ พอมาถึงจุดหนึ่งผมเริ่มเบื่อ จิตมันเลยปกติขึ้นมา ไม่กระหยิ่มยิ้มย่องเหมือนตอนแรก ท่านก็ลืมตาขึ้นมา แล้วบอกว่า “เนี่ย ทำอย่างนี้ ทำในใจอย่างนี้” ผมเห็นแวบหนึ่ง เห็นความปกติแวบหนึ่ง แล้วความคิดก็เข้ามาชิงพื้นที่ ด้วยวิธีเรียนแบบนี้ล่ะครับ เรียกว่า ถึงลูกถึงคน เปรียบเหมือนนักฟุตบอลฝีเท้าว่องไว พอลูกบอลผ่านหน้าก็ชู้ทเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์: เหมือนท่านร่วมเล่นไปกับเรา  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขมานันทะ: ครับ การสอนของหลวงพ่อเทียนนั้นเป็นไปอย่างฉับพลัน ไม่มีแผนการ เหตุการณ์จริงทั้งนั้นเลย ผมรู้สึกว่า ผมเรียนวิธีนี้ได้สะดวก ส่วนท่านอาจารย์สวนโมกข์นั้น จะไปคุยกับท่าน ต้องเก็บข้อรู้ต่างๆนั้นไว้อย่างหนักอึ้ง หลายเรื่องทำความยุ่งยากให้แก่ความคิดเก่าๆ อย่างกรณีหลวงพ่อเทียนนั้น ไม่รบกวนความคิดเก่าเลยครับ เพราะโดยนิสัยส่วนตัวท่าน มักจะขึ้นต้นคำสอนว่า “ไม่ว่าคุณจะนุ่งกางเกงขาสั้น หรือกางเกงขายาว คุณจะเป็นคนจีน คนไทย คนแขก คนฝรั่ง ธรรมชาติแท้ของมนุษย์นั้นเหมือนกัน เป็นการเปิดมิติที่กว้างไกลมาก เปิดโอบรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไปได้ในคนทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอยู่ใกล้ท่านอาจารย์ผมบอกตรงๆผมไม่ค่อยมีความสุข คือรู้สึกแบกภาระในความรู้ ทว่าอยู่กับหลวงพ่อเทียน รู้สึกไม่รู้อะไรขึ้นทุกวันๆ แต่กลับเบาดีครับ เบาสบายดี ธรรมชาติของความรู้เป็นอย่างนั้นเองครับ  รู้แล้วยึดถือไว้มันก็หนัก แต่การจะพูดว่า ไม่รู้อะไรเลย ที่จริงเป็นสมมติฐานเท่านั้น ไม่มีใครหรอกครับที่ไม่รู้อะไรเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการของหลวงพ่อเทียนนำมาซึ่งความ ‘เลี่ยวลื่นลม’ ในการใช้ชีวิตทางธรรม ไม่หนักใจอีกต่อไป มันเหมือนทำใจได้ครับ แต่ก่อนผมเรียนอานาปาณสตินี่ เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มครับ เพราะมันเป็น pattern ที่วางไว้ เป็นขั้นเป็นตอน เป็นหลักสูตร รู้สึกเหมือนบ่าแบกความสงสัยในวิชาความรู้ รับภาระในการทำความกระจ่าง ในฐานะที่เป็นนักบวช ต้องตอบคำถามของโยม เต็มไปด้วยภาระครับ และภาระนี้มาเร็วเกินไป ความเติบโตทางจิตใจยังไม่พอที่จะรับสิ่งหนักหน่วงและกว้างขวาง รับผิดชอบต่อลัทธินิกายของตัวเอง เถรวาทถือว่าเป็นภาระที่พระจะต้องทำ ผมคบหาหลวงพ่อเทียนแล้วก็ พูดสำนวนเล่นๆว่า “สึกออกมาเป็นโยมอย่างสบายอารมณ์” ไม่รู้สึกเศร้าสร้อยน้อยใจ ปกติพระจะสึกออกมาจะมีอารมณ์มาก  ยิ่งบวชนานเท่าไหร่ยิ่งมีอารมณ์ บางองค์ร้องไห้เลยก็มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วความไร้เดียงสาจากการไม่รู้หนังสือหนังหาของท่านช่วยผมได้มาก เจอกันแรกๆ ท่านเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออกเลย ช่วยผมมาก คือ ได้ตัวอย่างของจริงที่ว่า หนังสืออยู่ในฐานะอะไรของพุทธปัญญา สามารถแยกแยะออกได้ว่า การรู้หนังสือนั้นมันก็ดีครับไม่ใช่ไม่ดี แต่ก็อาจเป็นการแบกภาระของความเป็นผู้รู้ในวันเวลาที่ยังไม่สมควร หลวงพ่อเทียนพูดทุกคำน่าฟัง เพราะสะท้อนออกจากจิตใจล้วนๆ ไม่มีความรู้ซึ่งถือว่าเป็นอวิชชาเข้ามาปนเปื้อนเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงพ่อเทียนท่านไม่รู้ว่าโลกกลม ผมต้องมานั่งอธิบายให้ฟัง ท่านบอกว่ามันกลมได้ยังไง ทุกวันหลวงพ่อเห็นว่ามันแบน เวลาที่ผมสูญเสียฐานของสติ ความรู้สึกตัว ท่านก็กระซิบว่า “ตอนนี้โลกจะกลมหรือแบนไม่สำคัญ สำคัญว่าเธอรู้สึกตัวได้หรือเปล่า”  โลกกลม โลกแบนนั้นเป็นเรื่องฉากผ่าน หลวงพ่อเทียนท่านอาศัยเหตุการณ์ได้ดีมากในการแนะนำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีคำถามคำตอบชุดหนึ่งที่ทำให้ผมเห็น หรือได้มุมมองอีกมุมมองหนึ่ง ผมแบกคำถามไปหาท่านอาจารย์สวนโมกข์ด้วยข้อสงสัยว่า ทำไมเด็กๆ เช่น ลูกศิษย์ของสารีบุตรจึงบรรลุอรหัตผลได้ เพราะธรรมะควรจะเป็นเรื่องของผู้มีประสบการณ์ในชีวิต โดยเฉพาะประสบการณ์ในอริยสัจสี่ อันเป็นแกนของพุทธศาสนาเถรวาท มันนำมาอธิบายอายุน้อยๆไม่ได้ แล้วผมก็ได้ยินท่านอาจารย์สวนโมกข์บอกว่า “ผมก็ไม่แน่ใจว่า ส่วนสุดของความหมายนั้นหมายถึงอะไร? ปกติธรรมะที่ท่านสอนอยู่ทั่วๆไป ย่อมเพ่งเล็งตรงไปสู่ประสบการณ์ในชีวิต" ผมก็เก็บคำถามนั้น เรียกว่าแบกคำถามดีกว่า ผมแบกไปแบกมา ก็เลยแบกมาถามหลวงพ่อเทียนด้วยคำถามเดิม หลวงพ่อเทียนร้องว่า “ยิ่งเล็กเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น เพราะอารมณ์เค้าน้อย” ผมเก็บเกี่ยวประโยชน์ได้ครับ รู้สึกโล่งเข้าไปในหัวใจ คือ เรามักจะลืม เมื่อได้คำตอบผ่านทางมิติหนึ่ง มักจะลืมอีกมิติหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง คำตอบชุดหนึ่งอาจจะเหมาะกับอุปนิสัยหนึ่ง มันไม่มีอะไรแน่นอนตายตัวลงไป ผมเก็บเกี่ยวประโยชน์เอาตรงนี้ได้ โดยไม่สูญเสียศรัทธาทั้งด้าน intellect (ปัญญา) และด้าน intuition (ญาณ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงพ่อเทียนนั้นผมเคยสังเกตหลายครั้งว่า มีความฉับไวมากในเรื่องญาณ ภายนอกดูคล้ายเป็นคนเด๋อ บางทีอธิบายอะไรดูไม่เข้าท่า เช่น อธิบายขันธ์ห้า ท่านบอกว่าขันน้ำ ซึ่งใหม่ๆ ผมก็รู้สึกสับสนกับการใช้ศัพท์ในความหมายของท่านเอง จนกว่าเราจะเข้าไปซักไซ้ ท่านก็จะตีแผ่ออกมา เพราะเป็นที่รู้กันว่า ธรรมะเป็นเพียงอุบาย ข้อนี้สำคัญมากเลยนะ ธรรมะเป็นเพียงอุบายเท่านั้นเอง ช่วยให้สำเร็จประโยชน์ ไม่ใช่เอาอุบายมาเทิดทูนไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกข้อหนึ่งที่ฉกาจฉกรรจ์ วันหนึ่งเหตุเกิดที่วัดสนามใน มีพระรูปหนึ่งเปิดคาสเซ็ตท์เทปเทศนาของท่านอาจารย์สวนโมกข์ ที่ท่านพูดว่า “ธรรมะคือธรรมชาติ” หลวงพ่อเทียนได้ยินก็ลุกขึ้นยืนครับ แล้วบอกว่า “ไม่ใช่ธรรมชาติ แต่เป็นที่สุดของธรรมชาติ” ผมก็เก็บเกี่ยวประโยชน์ได้อีกครับ มองด้านหนึ่งของสายตามนุษย์ สิ่งทั้งหลายเป็นธรรมชาติ แต่ถ้ามองให้สุดสายจริงๆ มองไปสู่ เหมือนที่โวหารบอกว่า “ตาลยอดด้วน” คือที่สุดของธรรมชาติ ไม่เกิดอีกแล้ว ธรรมะคือธรรมชาติยังฟังแล้วกำกวมอยู่ อาจปรุงไปเกิดต่อ แต่ถ้าที่สุดของธรรมชาติ คือ ไม่เกินนี้แล้ว ไม่เกิดใหม่ปรุงใหม่อีกแล้ว ผมเสียดายไม่ได้บันทึกไว้ นี่ก็พูดไปนึกเท่าที่นึกได้ มีคนให้นิยามว่าเรียนกับหลวงพ่อเทียนเป็น  “dynamic school”  ไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า ไม่มีเรียนพระไตรปิฎกเลย ไม่สนับสนุนให้อ่านความรู้แบบนักศึกษามหาวิทยาลัยสงฆ์ เพราะความรู้ที่รู้ล่วงหน้าล้วนเป็นอุปสรรคต่อการลุกโพลงของดวงจิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธันวาคม ๕๓&lt;br /&gt;ถอดเทปและเรียบเรียง โดย บ้านตีโลปะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-872007459491114195?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/872007459491114195'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/872007459491114195'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/01/blog-post_9333.html' title='ปัญญากับญาณของอาจารย์พุทธทาสกับหลวงพ่อเทียน'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT7DfeCfQ0I/AAAAAAAABC8/43w8UIv6aHE/s72-c/untitledd.bmp' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-8562347689591164156</id><published>2011-01-25T18:51:00.002+07:00</published><updated>2011-01-25T18:53:49.718+07:00</updated><title type='text'>ความกล้า กับการท้าทายโครงสร้างทางสังคมอันอยุติธรรม</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT65rt2VegI/AAAAAAAABC0/0EHo-GjZ61A/s1600/39454_469429286174_102073626174_6107329_5832400_n.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 214px; height: 320px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT65rt2VegI/AAAAAAAABC0/0EHo-GjZ61A/s320/39454_469429286174_102073626174_6107329_5832400_n.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5566090350169520642" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสวนา พุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง &lt;br /&gt;โดย ส.ศิวรักษ์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และวิจักขณ์ พานิช&lt;br /&gt;๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๓&lt;br /&gt;ณ ป๋วยเสวนาคาร วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(๕) ส.ศิวรักษ์:  ความกล้า กับการท้าทายโครงสร้างทางสังคมอันอยุติธรรม [ตอนจบ]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส.ศิวรักษ์: ท่านได้ฟังสองทัศนคติไปแล้วนะครับ ศิโรตม์เค้ามองศาสนาเหมือนอย่างคนส่วนใหญ่มอง คือ ไปมองที่พระสงฆ์ แต่จริงๆแล้วพระภิกษุสงฆ์นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระศาสนา พระศาสนาคือตัวพุทธธรรมคำสอน และพระพุทธองค์ฝากพุทธธรรมคำสอนไว้กับพุทธบริษัทสี่ ซึ่งมีทั้งภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ และทางมหายานก็ถือว่ามี อุบาสกสงฆ์ และอุบาสิกาสงฆ์ จะมองเห็นว่ามีแต่พระอย่างเดียวนั้นไม่ได้ และจะเอาความเห็นของพระรูปเดียวมาตัดสินนั้นก็ไม่ได้ ที่ว่าผู้หญิงมีประจำเดือน แล้วแปรปรวนจึงบวชไม่ได้ นั่นถือเป็นเรื่องความคิดของพระรูปเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่พระที่ฉลาดเฉลียวอะไรนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อหาสาระคำสอนของพุทธศาสนานั้น ผู้หญิงผู้ชายเท่าเทียมกันหมด ผู้หญิงตรัสรู้ได้เท่ากับผู้ชาย ภิกษุณีสงฆ์เท่ากับภิกษุสงฆ์ และเวลานี้เมืองไทยก็ลองมีภิกษุณีสงฆ์แล้ว และสำหรับคนที่ศึกษาเรื่องศาสนาพุทธในเมืองไทย ต้องเข้าใจเลยนะว่า ที่วัดป่าบ้านตาด ที่เค้ายกย่องกันว่าพระอาจารย์มหาบัวเป็นพระอรหันต์นั้น มีแม่ชีเขียวซึ่งดูแลโยมมารดาของอาจารย์มหาบัว แล้วที่อุดรฯ เค้าเชื่อเลยว่าแม่ชีเขียวนั้นตรัสรู้เป็นพระอรหันต์เท่ากับอาจารย์มหาบัว ผิดถูกไม่รู้หรอก แต่อย่างน้อยเค้าเชื่อ และยังมีสถูปด้วย และแม่ชีเขียวเวลาตาย เผาแล้ว อัฐิแกกลายเป็นพระธาตุ เหมือนกับอาจารย์มั่น อาจารย์เสาร์ ที่เค้านับถือกันเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นที่มาบอกว่าผู้หญิงผู้ชายไม่เท่ากันอะไรต่างๆนั้น มันไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า มันเป็นคำสอนของคนบางคน แล้วสิ่งที่วิจักขณ์พูด ก็เป็นในทางที่เข้ามาหาปรัชญาและสาระของศาสนาพุทธ ซึ่งมีประโยชน์มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมจะพูดให้ท่านทั้งหลายฟังง่ายๆว่า ศาสนาพุทธหรือคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นคำสั่งสอนที่ให้ประโยชน์แก่แต่ละบุคคลด้วย และให้ประโยชน์แก่สังคมด้วย และให้ประโยชน์แก่สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติด้วย ครบทั้งองค์สาม สิกขาบทโดยเฉพาะศีลห้านั้น เป็นการช่วยแต่ละบุคคลให้มีบทบาทในสังคมที่ถูกต้อง ลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ไม่ให้มีเอารัดเอาเปรียบกัน และเอื้ออาทรต่อธรรมชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คำสอนทั้งหมดมีจุดอ่อนเรื่องการเมือง พระพุทธเจ้าหลีกออกมาจากการเมือง มาตั้งสังคมใหม่ เป็นสังคมสงฆ์ สังคมสงฆ์ถือเป็นสังคมอุดมคติซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมือง กล่าวคือไม่มีอำนาจ แต่สังคมสงฆ์นั้นเป็นสังคมที่เปิดโอกาสให้มีความเสมอภาค ภราดรภาพ และเข้าถึงเสรีภาพจากความโลภ โกรธ หลง จึงเป็นสังคมที่ประเสริฐที่สุด แต่ไม่ใช่สังคมการเมือง เพราะไม่มีอำนาจ ต้องเข้าใจให้ชัดเลยนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าเอารูปแบบของสังคมสงฆ์มาใช้ในทางการเมืองเนี่ย จะได้ผลมาก  เอ็มเบดการ์คนที่เขียนรัฐธรรมนูญอินเดีย อินเดียตั้งมาหกสิบกว่าปีแล้ว ยังไม่เคยมีรัฐประหารล้มรัฐธรรมนูญเลย และเอ็มเบ็ดการ์เป็นคนมาถือพุทธ เอ็มเบดการ์เกิดเป็นจัณฑาล จัณฑาลเป็นวรรณะที่ต่ำที่สุด เขาไม่รับศาสนาฮินดูเป็นเหตุให้เขาขัดกับมหาตมะ คานธี แล้วมาถือศาสนาพุทธ เพราะเขามองว่าศาสนาพุทธให้โอกาสทุกคนเท่าเทียมกันหมด แล้วเขาถือว่าประชาธิปไตยครั้งแรกเกิดขึ้นตอนที่พระพุทธเจ้าสอน และเกิดสังฆะขึ้น ซึ่งถือประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะว่าคนที่เข้าสู่สังฆะ ไม่ว่าจะชนชั้นสูงขนาดไหน ชนชั้นต่ำขนาดไหน เข้ามาได้เสมอกันหมด มีภราดรภาพเป็นพื้นฐาน และปฏิบัติชีวิต เพื่อเอาชนะความโลภ โกรธ หลง ให้เข้าถึงเสรีภาพ นี่เป็นคำของเอ็มเบดการ์ที่มีอิทธิพลมากนะครับ เพราะที่ฝรั่งว่าประชาธิปไตยมาจากอังกฤษอะไรนั่นตอแหลทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คณะสงฆ์เป็นสังคมซึ่งไม่ใช่การเมือง แต่ท้าทายการเมืองกระแสหลัก และชี้นำให้สังคมเดินทางนี้ ส่วนคำสอนที่เกี่ยวกับการเมืองนั้น ศาสนาพุทธสอนในทางอุดมคติ ทำได้ไม่ได้นั้นอีกเรื่อง เช่น ทศพิธราชธรรมมีประโยชน์มากกับชนชั้นปกครอง แต่อยากถามว่ามีคนในราชวงศ์กี่คนที่ทำตามนี้ จักรวรรดิวัตรเป็นแนวทางที่ให้ประโยชน์มาก คือคนที่ตั้งตนเป็นจักรพรรดินั้นจะต้องมีประเทศราชารองลงไป เพราะจักรพรรดิต้องถือจักรวรรดิวัตร ให้ประเทศราชาถือทศพิธราชธรรม ซึ่งโดยหลักฐานในทางประพฤติปฏิบัติ ก็มีประโยชน์พอสมควร เช่น พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาถือว่าเป็นพระจักรพรรดิ หรือพระราชาธิราช พระเจ้าเชียงใหม่เป็นประเทศราชา หรือประเทศราช พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจะไม่ไปก้าวก่ายพระเจ้าเชียงใหม่เป็นอันขาด ไม่ไปก้าวก่ายวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ไปก้าวก่ายการปกครองของเขา นี่คือถือหลักจักรวรรดิวัตร แล้วมาประยุกต์ใช้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ตามความเป็นจริงทางการเมืองนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้ามีความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ ผมว่าเราต้องยอมรับความจริงนะครับ พระเจ้าแผ่นดินองค์แรกที่มาถือพุทธ คือ พระเจ้าพิมพิสาร ยกที่ดินถวายเป็นวัดแห่งแรก คือ วัดเวฬุวัน แต่พอมาถือพุทธแล้วแหยเลยครับ ถูกลูกฆ่าตาย ถือพุทธแล้วแหยครับ พระเจ้าอชาตศัตรู ที่แย่งราชสมบัติพ่อได้ เพราะไปเข้ากับเทวทัต ไม่ได้เข้าหาพระพุทธเจ้า พระเจ้าโกศลก็เหมือนกันนะครับ นับถือพระพุทธเจ้าในเรื่องส่วนตัว เช่น ท่านเสวยมากไป พระพุทธเจ้าบอกเสวยให้น้อยลง ก็ดี แต่ท่านก็เป็นคนบ้าสมภารไปตลอดชีวิต พระเจ้าอโศกเองมานับถือพุทธ ทำดีมากเลย แต่พระเจ้าอโศกเองก็ล้มเหลว ถูกแย่งราชสมบัติภายในรัชกาลพระองค์เอง อีกนัยหนึ่ง บทบาทคำสอนศาสนาพุทธในทางการเมืองมีความล้มเหลวมาโดยตลอด หรือผู้มีอำนาจเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าไปใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเองในทางการเมืองยิ่งกว่าในทางศาสนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงนี้พวกเราไม่รู้เรื่องกันแล้วครับ เพราะเมืองไทยที่ว่าเถรวาท ที่วิจักขณ์พูดไปเมื่อตะกี๊ เถรวาทของไทยมาจากทางลังกา ผมอาจจะเป็นรุ่นสุดท้ายนะครับ คนรุ่นนี้คงไม่รู้เรื่องแล้ว พงศาวดารสยามนั้นกลับไปหาลังกาทวีป หนังสือมหาวงศ์พงศาวดารมันถอยไปถึงพระพุทธเจ้า แล้วมหาวงศ์นั้นชัดเลยครับ พระบอกเลยครับ พระเจ้าแผ่นดินสิงหลฆ่าไอ้พวกทมิฬเท่ากับฆ่าครึ่งมนุษย์เท่านั้นเอง  พระเลวร้ายสุดๆมาตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว เล่นการเมืองมาตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว  สยบกับอำนาจมาตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว ไม่ใช่มาสยบกับอำนาจเมื่อพระจอมเกล้าฯ แต่พระจอมเกล้าฯนั้นเอาศาสนามาอยู่ใต้อาณาจักรที่สุดเลย แล้วพระก็เลวร้ายยิ่งกว่าพระเจ้าแผ่นดิน อยากรับสมณศักดิ์จนตัวสั่น ฉลองกันชิบหายวายป่วงหมด ติดสินบนกันด้วย เลอะถึงขนาดนี้ แล้ววิจักขณ์ยังฝันหวาน จะเห็นเถรวาทกลับมา เออ ก็ไม่เป็นไร..ฝันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอยากจะเน้นนะครับ ศาสนาพุทธมีบทบาทในทางแต่ละปัจเจกบุคคลและสังคม แต่พอไขว้เขวทางสังคม ศาสนาพุทธจะมามีบทบาทในทางปัจเจกบุคคล โดยเฉพาะสังคมไทยปัจจุบันเป็น “สังคมผิดปกติ” คนที่มีความรู้ คนที่มีสติปัญญา คนที่มีเงินมีทอง จะแสวงหาศาสนาพุทธในทางปัจเจก อีกนัยหนึ่ง คือ ทิ้งสังคม อย่างมหาขทิรวัน ที่หัวหินนั่นก็เป็นแห่งหนึ่งให้หนีไป หมู่บ้านพลัมที่จะมาใหม่ก็เป็นอีกแห่งให้หนีไป แต่ไปได้เฉพาะคนรวยเท่านั้นนะ คนจนอย่าได้ไปเชียว แล้วคนรวยก็ชอบ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวครับ กลับมาก็ยังรีดไถสังคมตามเดิม อยู่กับระบบทุนนิยมตามเดิม เอาเปรียบแรงงานตามเดิม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกนัยหนึ่ง ศาสนาพุทธจะได้ผลจริงๆจังๆ คนปฏิบัติศาสนธรรมจะต้องปฏิบัติไม่ใช่เพื่อปัจเจกบุคคล แต่เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติด้วย เมื่อได้จุดนี้แล้ว จึงจะตีประเด็นไปที่การเมืองให้ชัดเจน และการตีประเด็นไปที่การเมืองให้ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องไปเป็นนักการเมือง อย่างที่ผมพยายามทำ Engaged Buddhism มา ๒๐ปี ผมชี้ให้เห็นจุดนี้เลย เพราะถ้าไปทำการเมืองโดยตรงแล้วไม่แม่น ไม่แม่นในการรู้เท่าทันตัวเอง ไม่แม่นในการรู้เท่าทันสังคม จะถูกการเมืองมันดึงไป เพราะการเมืองมันเป็นศูนย์แห่งโทสจริต หรือการแย่งอำนาจ และโทสจริตนั้นผนวกกับโลภจริต เพราะบรรษัทข้ามชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง มีอภิมหาอำนาจคือจีนและอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้อง และมีความคิดกระแสหลักของตะวันตกเข้ามาเกี่ยวข้อง ความคิดกระแสหลักของตะวันตกทั้งหมดเป็นโมหจริต โมหจริตให้หลง ที่ว่าศาสนาพุทธสอนให้แต่ละคนแหย นั่นไม่ใช่ศาสนาพุทธครับ ศาสนาพุทธไม่มีตรงนี้เลย เราไม่มีบาปกรรมติดตัวที่ไหนเลย ศาสนาพุทธถือว่าทุกคนมีพุทธภาวะ มีตถาคตครรถ์ ไม่มีใครด้อย ไม่มีใครเหลว ไม่มีใครแหย ทุกคนเท่ากัน ที่ไม่เท่ากันเพราะศาสนาพุทธในเมืองไทยกลายเป็นขัตติยา-ศักดินาธิปไตย ไม่ใช่ศาสนาพุทธที่แท้ ไม่มีที่เจ้าดีกว่าไพร่หรือไพร่ดีกว่าเจ้า แต่ที่จริงมันเท่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นผมอยู่ตรงนี้ครับ ศาสนากับการเมืองต้องตีประเด็นให้ชัด เมื่อตีประเด็นไม่ชัดก็ไม่กล้า แล้วพวกพระที่คุณโจมตีอะไรดังกล่าว พวกนี้ไม่มีความหมายอะไรเลย พระที่ควรจะโจมตีมากๆ คือ พระที่มีบทบาททางการเมืองหลังฉาก ไม่ใช่ว.ออกมาพูดฆ่าเวลาฆ่าอะไร ว.นั่นมันตัวเล็ก... ตัวใหญ่นั้นอยู่หลังฉาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาสนาพุทธนั้นมีบทบาททางส่วนตัว สังคม และสิ่งแวดล้อม และมีบทบาทที่ด้อยมากทางการเมืองในสองพันห้าร้อยปีที่แล้วมา แต่จะว่าสองพันห้าร้อยปีก็เป็นภวตัณหา ศาสนาพุทธสอนว่าอยู่ในปัจจุบัน ประพฤติปฏิบัติธรรมให้ดีที่สุด ดีกว่าอยู่เป็นร้อยปี สองร้อยปี แล้วประพฤติอธรรม พุทธศาสนากับปัญหาสังคมเวลานี้ คำสอนเนื้อหาสาระนั้น ผมว่ามีประโยชน์กับแต่ละบุคคลและสังคมแน่นอน โดยเฉพาะฝ่ายเถรวาทที่ประพฤติปฏิบัติในเมืองไทย ลังกา พม่า มอญ นั้น มีประโยชน์กับสังคมเกษตรกรรมที่เรียบง่าย การใช้ทาน ศีล ภาวนา เหมาะสมที่สุดกับสังคมที่เรียบง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่นี้สังคมไทยเวลานี้เป็นสังคมที่พลิกผันมากเลย คุณจะโทษตะวันตกหรือไม่โทษก็แล้วแต่ แต่โดยเฉพาะกรณีเมืองไทยนั้น อเมริกันมันกำหนดทุกอย่างให้เปลี่ยนเป็นสังคมอุตสาหกรรม ชนบทเราจึงพังหมด และสังคมอุตสาหกรรมนั้น ศาสนาพุทธยังไม่มีคำตอบให้กับปัญหาสังคมเลย นี่ชัดเจนเลยนะครับ ถ้าไม่ตีประเด็นนี้ ไม่ต้องพูดกันต่อไป สังคมอุตสาหกรรมมันมีอะไรครับ มันมีโครงสร้างทางสังคมที่อยุติธรรมและรุนแรง ผมเชื่อเลยว่าหลักสูตรมหาจุฬาฯ มหาเปรียญอะไรเนี่ย ไม่ได้พูดเรื่องนี้เลย เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าจำเป็นต้องตีประเด็นไปที่ โครงสร้างทางสังคมอันอยุติธรรมและรุนแรง คือ การไม่ฆ่าสัตว์เนี่ย มันเป็นเรื่องของสังคมที่เรียบง่ายได้ แต่ตอนนี้เราไม่ฆ่าครับ เราปล่อยให้คนอื่นฆ่า ให้บริษัทซีพีมันฆ่า เราไม่รู้สึกเลย แล้วพระก็ไม่รู้สึกเลยครับ คนเขาเอาของมาถวาย พระไม่รู้ ไม่เห็น ไม่สงสัย ไอ้รังนกที่กินๆกันนั่นมันเลวร้ายที่สุดเลย นกเหล่านั้นมันต้องขาดเสลดออกมา เป็นเสมหะ เป็นเลือดเลย แต่คนที่ไปเอามามันร่ำรวยมโหฬาร เอาของพวกนี้มาหลอกขาย ประเด็นพวกนี้มันสะท้อนถึงสังคมอันอยุติธรรมและรุนแรง กรณีเสื้อแดงก็เอาทหารออกมาฆ่า ออกพรก.ฉุกเฉินอนุญาตให้ฆ่า สิ่งต่างๆเหล่านี้มันเป็นความรุนแรงที่อยู่ในโครงสร้าง ถ้าตีประเด็นนี้ไม่แตก ไม่มีคำตอบให้กับสังคมได้ นี่เราพูดเรื่องศีลข้อที่ ๑  ศีลข้อที่ ๒ เช่นเดียวกัน ไม่ต้องขโมยครับ เราปล่อยให้ธนาคารทั้งหมดมันขโมยเราโดยถูกกฎหมาย ตีประเด็นนี้ไม่แตก ไม่ต้องพูดเรื่องอทินนาทาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกนัยหนึ่ง การประยุกต์ศีลมาใช้ เราต้องรู้จักสังคมอันอยุติธรรมและรุนแรง และจะต้องโยงไปถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย เมื่อตีศาสนาพุทธมาที่สังคมได้ชัด จึงค่อยเข้าไปถึงการเมือง เพราะการเมืองมันมีอำนาจหวงอยู่ นักการเมืองไม่ปล่อยง่ายๆ และตอนนี้นักการเมืองก็ใกล้ชิดกับบรรษัทข้ามชาติ ใกล้ชิดกับอภิมหาอำนาจ โดยเฉพาะจีนนั้นคุมเราอยู่ตลอด เวลานี้แม้แต่กระเทียมก็ต้องสั่งเข้ามา คนไทยผลิตกระเทียมขายไม่ได้แล้ว แม่น้ำโขงเจ๊กมันกั้นทั้งหมดแล้ว ทะไลลามะเสด็จเมืองไทยไม่ได้ เพราะรัฐมนตรีไทยกลัวเจ๊กกันหมดครับ เราต้องทำความเข้าใจว่าโครงสร้างทางสังคมเหล่านี้ จึงจะเท่าทัน และรู้ว่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้จะทำยังไงครับ หนึ่งเราจะต้องรู้เท่าทัน เจริญโยนิโสมนสิการ ไม่ใช่แค่รู้เท่าทันตัวเอง ลดกิเลส ลดอัตตา แต่จะต้องรู้เท่าทันโครงสร้างทางสังคมอันอยุติธรรมเหล่านั้น จึงจะรู้ว่าจะไปมีบทบาททางสังคมอย่างไร สองต้องแสวงหากัลยาณมิตร เพื่อนฝูง ศึกษาเรียนรู้ และทำงานร่วมกัน ร่วมกันท้าทายความรุนแรงเชิงโครงสร้างเหล่านั้น ไม่ได้ทำง่ายๆนะครับ ดูอย่างพม่า อองซานซูจี พระพม่าออกมาท้าทายรัฐบาลเผด็จการทหาร ท่านถูกฆ่า ท่านถูกจับสึก ท่านถูกกระทืบ แต่ท่านเจริญเมตตากรณียสูตรตลอดเวลาเลย แสดงว่า เนี่ย ศาสนาพุทธทำให้ท่านมั่นคงแข็งแรง ท่านไม่ได้ไปเกลียดชังคนที่รังแกท่าน การเมืองคืออย่างนี้ครับ ธิเบตเค้าก็ทำกันแบบนี้ และผมเชื่อว่าวันหนึ่งคนไทยจะทำแบบนี้  พระเสื้อแดงจำนวนมากมาหาผมครับ บอกอาจารย์เป่ากระหม่อมหน่อย เราจะไปสู้กับพวกอำมาตย์ ผมบอกโยมจะไปเป่ากระหม่อมพระได้ไง ท่านบอกไม่เป็นไร ส.ศิวรักษ์เป่า ศักดิ์สิทธิ์ ผมก็เป่ากระหม่อมพระ แต่ขอพระคุณเจ้าอย่าใช้ความรุนแรงนะ ถ้าเผื่อพระเสื้อแดงรวมตัวกันแล้วไม่ใช้ความรุนแรง เรียนจากพระพม่า เรียนจากพระลาว พระธิเบต โอ้โห.. เมืองไทยจะเปลี่ยนเลย นี่คือมิติทางการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากแต่ละปัจเจกบุคคล ทำความเข้าใจโครงสร้างทางสังคมอันอยุติธรรมและรุนแรง เมื่อมีความเชื่อมั่น มีความกล้าหาญทางจริยธรรม รวมกันเป็นพลัง นั่นจะเป็นการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถอดเทปและเรียบเรียง โดย บ้านตีโลปะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-8562347689591164156?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/8562347689591164156'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/8562347689591164156'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/01/blog-post_1556.html' title='ความกล้า กับการท้าทายโครงสร้างทางสังคมอันอยุติธรรม'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT65rt2VegI/AAAAAAAABC0/0EHo-GjZ61A/s72-c/39454_469429286174_102073626174_6107329_5832400_n.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-4922591867386488963</id><published>2011-01-25T18:49:00.003+07:00</published><updated>2011-01-25T18:50:35.198+07:00</updated><title type='text'>เมื่อพุทธศาสนาถูกครอบงำด้วยอำนาจทางโลก</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT649hI8xSI/AAAAAAAABCs/87XpzmwSuSE/s1600/155336_466077096174_102073626174_6055612_1752043_n.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 205px; height: 320px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT649hI8xSI/AAAAAAAABCs/87XpzmwSuSE/s320/155336_466077096174_102073626174_6055612_1752043_n.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5566089556483949858" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสวนาพุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง &lt;br /&gt;โดย ส.ศิวรักษ์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และวิจักขณ์ พานิช&lt;br /&gt;๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๓&lt;br /&gt;ณ ป๋วยเสวนาคาร วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(๔) วิจักขณ์ พานิช: เมื่อพุทธศาสนาถูกครอบงำด้วยอำนาจทางโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์ พานิช: คุณศิโรตม์ได้ช่วยตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่พุทธศาสนามีต่อสังคมและการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนขององค์กรทางศาสนจักร บทบาทของนักบวช หรือตัวคำสอนเอง ซึ่งหลายๆคำถามได้แสดงถึงแนวโน้มที่ขัดแย้งกับจิตวิญญาณของพุทธศาสนาเถรวาทมากๆเลยนะครับ ซึ่งอย่างที่ได้เกริ่นไว้ในตอนต้น ผมได้ตั้งข้อสังเกตว่าพุทธศาสนาในประเทศไทย ได้แปรจากความเป็นเถรวาทไปสู่รูปแบบพุทธศาสนาแบบอื่นไปแล้วในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้เอง เราอาจเรียกพุทธศาสนาแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ว่า พุทธศาสนาแบบราชสำนัก ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พุทธศาสนาแบบราชสำนักนี้จริงๆมันก็มีอยู่แต่ไหนแต่ไรนะครับ เพียงแต่อำนาจรัฐในอดีตไม่สามารถครอบงำจนพุทธศาสนาได้รับผลกระทบจนเป็นพิมพ์เดียวกันได้ขนาดนี้ การเปลี่ยนแปลงที่ผมมองว่ามีอิทธิพลมากที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงในสมัยรัชกาลที่ ๔ คือ อย่างที่ทุกคนคงรู้นะครับว่า ก่อนขึ้นครองราชย์ รัชกาลที่ ๔ นั้นบวชเป็นพระอยู่หลายปี และได้ก่อตั้งนิกายธรรมยุติขึ้นมา ด้วยความต้องการที่จะปฏิรูปพุทธศาสนาให้ “ถูกต้อง” ก้าวหน้าและทันสมัยมากขึ้น ซึ่งในขณะนั้นพุทธศาสนาเถรวาทที่กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆของประเทศ ถือว่ามีความหลากหลายสูงมาก  แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง คือ มีการรวมศูนย์อำนาจทางศาสนจักร มีรูปแบบการสร้างวัด อุโบสถเป็นแบบมาตรฐาน มีการจัดการศึกษาแบบใหม่ให้กับคณะสงฆ์ มีการนำความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มาผนวกเข้ากับการอธิบายทางพุทธปรัชญา ทำให้เป็นตรรกะและพิสูจน์ได้ แล้วตัดมิติในเรื่องของคุณค่าทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งบางอย่างออกไป ด้วยเหตุผลว่าเป็นเรื่องงมงายและพิสูจน์ไม่ได้ เช่น เทพปกรณัม ภพภูมิ นรกสวรรค์ เทวดา บุคลาธิษฐาน พิธีกรรม สิ่งเหล่านี้เคยมีในพุทธศาสนาแบบพื้นบ้านและได้ถูกลดทอนคุณค่าไปในยุคนั้น  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงตรงนั้นมันมีผลอย่างมากต่อบรรยากาศและทิศทางของพุทธศาสนาเถรวาทที่เคยงอกงามอย่างหลากหลายในท้องถิ่น อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของทิศทางที่พุทธศาสนาได้ถูกครอบงำโดยอำนาจรัฐก็ได้ จนศาสนามีความใกล้ชิดและยึดโยงอยู่กับอำนาจรัฐอย่างแนบแน่น และได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันก็ได้กลายเป็นหนึ่งในสถาบันหลักทางสังคม ซึ่งก็หมายถึงการมีสถานะทางสังคมที่สูง และมีอำนาจทางสังคมและการเมืองอย่างจะปฏิเสธไม่ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อำนาจและสถานะที่พุทธศาสนาได้รับมาตรงนี้ ถ้าลำพังอยู่แต่ในเมืองหลวงมันก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากหรอกนะครับ อย่างที่เคยเป็นมาก่อนรัชกาลที่ ๔ แต่พอมันไปผนวกกับรูปแบบการปกครองแบบรัฐชาติสมัยใหม่มันก็ได้ขยายอำนาจของมันกว้างขวางออกไป จนบทบาทของพระสงฆ์ก็ค่อยๆเปลี่ยนไป ตัวคำสอนเปลี่ยนไป แนวโน้มของการมองมนุษย์ไม่เท่ากัน ศาสนาไม่เท่ากับคน และอื่นๆที่คุณศิโรตม์ได้ตั้งคำถามไว้ก็เริ่มแพร่หลาย จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไป อันนี้ก็ลองสังเกตกันดูครับว่าพุทธศาสนาแบบนี้มันยังมีรากฐานอะไรของพุทธศาสนาเถรวาทเหลืออยู่บ้างหรือไม่ ความอ่อนน้อมหายไปไหน และที่สำคัญมิติของการสละสิทธิ์ และไม่ถือครองอำนาจนั้นมันหายไปไหน อำนาจนี่มันอันตรายนะครับ หวงไว้ไม่กระจายออกไปให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นมันก็ทำลายตัวเอง และการมีอำนาจมากๆก็มักทำให้เกิดความประมาท และภาวะเสื่อมถอยทางสติปัญญา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมไทยได้ตัดขาดจากรากของพุทธศาสนาเถรวาทที่เราเคยมีในอดีต และหลุดลอยไปสู่รูปแบบอำนาจทางศาสนาที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือถูกครอบงำโดยอำนาจทางโลก เราจึงกำลังเป็นสังคมพุทธที่ไม่มีรากฐานทางปัญญา แต่พร้อมจะศรัทธาและเชื่อคนที่มีสถานะสูง ซึ่งรวมถึงสถานะทางศาสนา ความเป็นคนดีมีศีลธรรม และการเป็นที่ยอมรับทางสังคม ซึ่งผนวกกับเรื่องความเชื่อและชนชั้นทางสังคมโดยตรงนะครับ ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าพุทธศาสนาได้ถูกตัดขาดจากรากหรือต้นธารใน “ป่า” ไปแล้ว แต่คนทั่วไปกลับไม่เห็นว่าเป็นปัญหา กลับมองว่า ก็ดีเสียอีกที่พุทธศาสนามีอำนาจ เป็นที่ยอมรับมากขึ้น มีสมณศักดิ์ มีสถานะทางสังคมมากขึ้น สามารถสอนสั่ง ชี้แนะ ชี้ถูกชี้ผิดแก่สังคมได้มากขึ้น ซึ่งตรงนี้ผมมองว่ามันเป็นความประมาทอย่างมาก และผลของความประมาทนี้กำลังส่งผลถึงบทบาทที่พุทธศาสนามีต่อสังคม และตัวคำสอนของพุทธศาสนาเองในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่ท้าทายพุทธศาสนาแบบราชสำนัก และมีอิทธิพลต่อสังคมไทยมากที่สุดคนหนึ่ง ก็คือ ท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านพุทธทาสถือได้ว่าเป็นพระรูปแรกเลย ที่กล้าท้าทายรูปแบบพุทธศาสนาแบบราชสำนัก  แม้จะไม่ได้เป็นโดยการวิพากษ์วิจารณ์หรือการแสดงออกที่รุนแรงอย่างสันติอโศก แต่ผมมองว่ามันได้ส่งผลสะเทือนให้คนได้สติและย้อนกลับไปหารากเหง้าของเราไม่น้อยเลยนะครับ ในประวัติของท่านอ.พุทธทาส อย่างที่เรารู้กันดี สมัยหนุ่ม ท่านมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ที่วัดแห่งนี้ (วัดปทุมคงคา) แล้วก็ได้มาเห็นรูปแบบของพุทธศาสนาแบบราชสำนักในเมืองหลวง การศึกษาสมัยใหม่ของคณะสงฆ์ การแก่งแย่งแข่งขัน อำนาจ สถานะ สมณศักด์ต่างๆ พอท่านเห็น ท่านก็บอกว่านี่มันไม่ใช่แล้ว นี่มันไม่ใช่พุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ มันไม่ใช่วิถีของสมณะ วิถีของการสละละวาง จิตวิญญาณที่ไปพ้นอำนาจหรือการปรุงแต่งทางโลก มันได้กลายเป็นอะไรไม่รู้นะครับ ท่านไม่เอาเลย พอกันที เลิกเรียน กลับไปบ้านเกิดที่พุมเรียง ร่วมกับน้องชายและสหายห้าหกคน กับเงินส่วนตัว ซื้อที่ ตั้งสวนโมกข์ขึ้นมา เพื่อกลับไปหาจิตวิญญาณของพุทธศาสนาเถรวาท ตีความพระไตรปิฎกใหม่ อยู่กันอย่างเรียบง่าย ตั้งวัดในป่า อยู่ร่วมกับธรรมชาติ แล้วย้อนกลับไปหารากเหง้าของพุทธศาสนาที่เคยเป็นรากฐานทางจิตใจของบรรพบุรุษที่สืบทอดต่อกันมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นถ้าเราพูดกันถึงพุทธศาสนาเถรวาทกับสังคมและการเมือง จิตวิญญาณของพุทธศาสนาเถรวาทมีความลึกซึ้งไม่น้อยนะครับ แม้จะไม่ได้เป็นไปเพื่ออำนาจต่อรองทางการเมือง แต่โดยมิติทางสังคมแล้ว พุทธศาสนาเถรวาทนั้นถือว่า เป็นคุณค่าทางจิตวิญญาณที่สามารถปรับเข้าหาวัฒนธรรม และผู้คนที่หลากหลายได้ดีมาก ด้วยความที่มันตั้งอยู่บนฐานของการ “สละสิทธิ์” นี่แหละครับ มันเลยเปี่ยมด้วยศักยภาพในการเข้าไปกับผู้คนทุกชนชั้นวรรณะได้ดีมาก คือ เข้าไปเปล่าๆ เปิดใจเรียนรู้เอา โดยไม่หวังว่าจะได้อะไร จะเรียกว่าเป็นอำนาจของความกรุณาก็ได้  ที่ทำให้พุทธศาสนาแบบนี้สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ศิลปะ ประเพณี พิธีกรรม ได้อย่างกลมกลืน สำคัญคือการปรับเข้าหาไม่ได้เป็นไปการปรับอย่างหลับหูหลับตา แล้วไปรับใช้อำนาจทางโลกเพื่อสถานะของศาสนาเอง แต่ปัจจุบันจิตวิญญาณแบบนี้มันเลือนหายไปหมดเลยครับ เพราะอำนาจทางโลกที่พุทธศาสนาได้รับมา แล้วยึดถือมันไว้จนพอกพูนทับถม รวมถึงความใกล้ชิดต่อราชสำนักที่มีมากเกินไป มันได้ส่งผลต่อพฤติกรรมบางอย่าง ที่เราอาจจะเข้าใจไม่ได้เลยหากมองจากจิตวิญญาณของพุทธศาสนาเถรวาท เช่น การสอนสั่งหรือสื่อสารทางเดียว  การมองคนว่าด้อยหรือต่ำกว่าศาสนา การวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ สถานะที่สูงส่งเหนือมนุษย์ราวกับสมมติเทพ การดูถูกผู้หญิง ฯลฯ ผมมองว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นผลจากอำนาจที่พุทธศาสนาได้รับมาจากรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจในฐานะสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่ยึดโยงสัมพันธ์กันอย่างแยกจากกันไม่ออกในสังคมปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจึงอยากจะตั้งคำถามตรงนี้นะครับ เวลาที่เราพูดถึงพุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง เรากำลังพูดถึงพุทธศาสนาแบบไหน เป็นอำนาจของสถาบันศาสนาที่ไปเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐอย่างแยกจากกันไม่ได้ หรือเป็นคุณค่าของพุทธศาสนาเถรวาทที่เรามีเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมจริงๆ เพราะถ้าเราฟันธงแล้วว่าพุทธศาสนาที่เรามีอยู่มันเสื่อมสมรรถภาพแล้วจริงๆ เราก็จะได้พูดคุยถึงพุทธศาสนาแบบอื่นไปเลย หรือไม่ต้องมีศาสนากันไปเลยก็ยังได้ การมีอยู่ของสถาบันศาสนาในฐานะสถาบันหลักทางสังคมนั้นมีอำนาจและต้นทุนไม่น้อยทั้งทางการเมือง ทางสังคม และทางวัฒนธรรม ซึ่งเราอาจจะต้องช่วยกันตั้งคำถามต่อบทบาทของศาสนา โดยเฉพาะคุณค่าทางจิตวิญญาณของศาสนาที่มีต่อสามัญชนให้มากขึ้น แต่โดยส่วนตัวผมยังมองว่าหากเราย้อนกลับไปหาจิตวิญญาณของพุทธศาสนาแบบเถรวาทจริงๆ มันยังมีอะไรที่ดี ที่เราสามารถนำมาใช้ได้ อีกทั้งยังจะเป็นรากฐานให้กับการต่อยอดของพุทธศาสนาแบบอื่นๆ ที่จะเสริมให้พุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทางการเมือง และเกื้อกูลสังคมประชาธิไตยในทางที่สร้างสรรค์ยิ่งขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถอดเทปและเรียบเรียง โดย บ้านตีโลปะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-4922591867386488963?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/4922591867386488963'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/4922591867386488963'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/01/blog-post_3390.html' title='เมื่อพุทธศาสนาถูกครอบงำด้วยอำนาจทางโลก'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT649hI8xSI/AAAAAAAABCs/87XpzmwSuSE/s72-c/155336_466077096174_102073626174_6055612_1752043_n.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-1442673382665514546</id><published>2011-01-25T18:36:00.002+07:00</published><updated>2011-01-25T18:40:10.884+07:00</updated><title type='text'>พุทธศาสนาเป็นวิถีที่ตรงกันข้ามกับอำนาจนิยม</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT62i8vC2pI/AAAAAAAABCk/eG03w3O3-rc/s1600/untitld.bmp"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 240px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT62i8vC2pI/AAAAAAAABCk/eG03w3O3-rc/s320/untitld.bmp" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5566086901011765906" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสวนาพุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง &lt;br /&gt;โดย ส.ศิวรักษ์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และวิจักขณ์ พานิช&lt;br /&gt;๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๓&lt;br /&gt;ณ ป๋วยเสวนาคาร วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(๓) วิจักขณ์ พานิช: พุทธศาสนาเป็นวิถีที่ตรงกันข้ามกับอำนาจนิยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์ พานิช: ผมจะพูดหัวข้อนี้ในแง่มุมที่ต่างออกไปนะครับ คือ จะเข้าหามิติทางจิตวิญญาณมากขึ้น แต่โดยรวมแล้ว คิดเห็นไม่ต่างจากคุณศิโรตม์ คือ หากเราจะคุยกันถึงพุทธศาสนากับสังคมและการเมือง เราอาจแยกออกได้เป็นสองประเด็นใหญ่ๆ คือ หนึ่ง พุทธศาสนาในตอนนี้กำลังมีปัญหาในตัวของมันเองหรือไม่ อย่างที่คุณศิโรตม์ได้ตั้งคำถามถึง ตัวคำสอนที่ได้เปลี่ยนรูปแบบเป็นสินค้า การเฝ้าแต่ผลิตคำซ้ำๆหรือสิ่งที่คนในสังคมเชื่อหรือรู้กันอยู่แล้ว ตัวคำสอนที่ไม่สามารถมองมนุษย์กับตัวศาสนาเท่ากันได้ ฯลฯ และประเด็นที่สอง คือ เรื่องบทบาทที่พุทธศาสนามีต่อสังคมและการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะในฐานะสถาบันหลักทางสังคม ที่เราอาจมองเห็นถึงแนวโน้มที่พุทธศาสนาไม่ได้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้น อย่างเช่น เรื่องบทบาทของผู้หญิง การเหยียดเรื่องเพศ การปฏิเสธความหลากหลายของคน และการเพิกเฉยต่อการฆ่าหรือความขัดแย้งทางการเมือง เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราอาจลองดูกันที่ประเด็นหลังก่อนนะครับ อย่างที่คุณศิโรตม์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีที่เพิกเฉยของศาสนจักรต่อความเปลี่ยนแปลงหรือความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองมาโดยตลอด ไม่เว้นแม้แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในศาสนจักรเอง ที่ไม่เคยมีความพยายามในการออกมาปกป้อง ให้ความชัดเจน หรือคลี่คลายความขัดแย้ง อย่างกรณีธรรมกาย กรณีสันติอโศก กรณีการบวชภิกษุณี หรือศีลวินัยของสงฆ์ในบางข้อที่ต้องปรับให้สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่  ปัญหาทั้งหมดเต็มไปด้วยความคลุมเครือในท่าทีของศาสนาจักรเอง และมักจบลงด้วยการเพิกเฉย ไม่พูดถึง หรือปล่อยให้ข่าวซาๆไป ซึ่งผมมองว่ามีผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือที่สถาบันศาสนามีต่อเรื่องอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แบบอย่างความเพิกเฉยของศาสนาจักรทำให้คนตั้งคำถามกันมากนะครับ ว่าจริงๆแล้ว พุทธศาสนาเนี่ยมีมิติทางสังคมหรือเปล่า (ไม่นับเชิงสังคมสงเคราะห์) มีคนเยอะนะครับที่ปักใจเชื่อไปแล้วว่าไม่มี คือ พุทธศาสนาใช้ได้เฉพาะมิติของการเปลี่ยนแปลงภายในของปัจเจกเท่านั้น มันทำให้ผมคิดถึงคำพูดหนึ่งที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆในแวดวงคนที่สนใจพุทธศาสนาและการปฏิบัติธรรม คือ ขอแค่เรากลับมาดูแลจิตใจตัวเอง ภาวนาไป แล้วทุกอย่างก็จะดีเอง ไม่ต้องไปสนใจเรื่องนอกตัว ไม่ต้องไปมัววิพากษ์วิจารณ์สังคม ขอแค่ดูใจเราเอง แล้วทุกอย่างก็จะดีเอง เคยได้ยินมั๊ยครับ แต่คำถามก็คือถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว การมีส่วนร่วมในสังคมประชาธิปไตยจะอยู่ที่ตรงไหน การช่วยกันตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลต่างๆที่มาจากอำนาจรัฐจะเกิดขึ้นได้อย่างไร คือ พูดง่ายๆพอมาสนใจศาสนาแล้ว มิติทางสังคมมันหายไปเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลที่เกิดขึ้นจากความไม่ชัดเจนของบทบาทศาสนจักร และความไร้ศักยภาพของพุทธศาสนาในการเผชิญปัญหา ความขัดแย้ง และความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ มันก็ทำให้หลายๆคนเริ่มรู้สึกท้อแท้กับพุทธศาสนานะครับ จนทำให้เกิดการตั้งคำถามกันมากในหมู่คนรุ่นใหม่ บ้างก็ว่าพุทธศาสนาเถรวาทแคบและเก่า พระเดี๋ยวนี้ไม่บริสุทธิ์ คำสอนใช้ไม่ได้ หรือไม่ก็เลือกจะเปลี่ยนศาสนาหรือไม่มีศาสนาไปเลยก็มีนะครับ อันนี้ผมมองว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก่อนที่เราจะไปถึงตรงนั้น ผมอยากจะชวนให้ลองกลับมาดูในประเด็นแรก ว่าตัวพุทธศาสนาที่เป็นอยู่ในประเทศไทยนั้นเป็นอย่างไร และเรากำลังมีปัญหาในการทำความเข้าใจและการตระหนักถึงคุณค่าของตัวพุทธศาสนาเองมากน้อยแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกคนคงรู้กันดีนะครับว่าพุทธศาสนาที่เรานับถือกับในประเทศไทยนั้นเป็นพุทธศาสนาแบบเถรวาท แต่โดยความคิดเห็นส่วนตัว ผมชักไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถเรียกพุทธศาสนาที่เรานับถือกันอยู่ในปัจจุบันว่าเป็นพุทธศาสนาแบบเถรวาทได้เต็มปากนัก ซึ่งเดี๋ยวเราจะกลับมาดูกันนะครับว่าถ้าไม่ใช่เถรวาทแล้วเป็นอะไร แต่ตอนนี้ผมอยากจะชี้ให้เห็นถึงจิตวิญญาณของพุทธศาสนาเถรวาทในความเข้าใจของผมเสียก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พุทธศาสนาเถรวาทถือเป็นนิกายของพุทธศาสนาที่มีความเก่าแก่ที่สุดนะครับ ประเทศไทยภูมิใจกับความเป็นเถรวาทของเรามาก บางคนถึงกับเรียกพุทธศาสนาของเราว่าเป็นของแท้ ของ original จากพระพุทธเจ้า เถรวาทเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสายอาวุโส (senior order) จุดเด่นของเถรวาทก็คือ การพยายามรักษาคุณค่าที่พระพุทธเจ้าได้ประกาศไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาล อีกทั้งยังพยายามคงรูปแบบดั้งเดิมที่สะท้อนถึงคุณค่านั้นไว้ อย่างที่เรียกได้ว่า เปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แบบอย่างอันเป็นอุดมคติของเถรวาท ก็คือ พระพุทธเจ้านั่นเองนะครับ และวิถีชีวิตที่พระพุทธเจ้าใช้ในการแสวงหาคุณค่าทางจิตวิญญาณในเบื้องต้น ก็คือ “การออกจากสังคม” การออกบวช พูดง่ายๆ คือ การตายไปจากสังคม เป็นการทิ้งสิทธิทั้งหมดที่ตัวเองมี สละสิทธิ์ แล้วกลายเป็นคนไม่มีสิทธิ์ใดๆในสังคมเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวัฒนธรรมอินเดีย การออกบวช หมายถึง คุณกลายเป็น nobody จริงๆ ไม่ใช่บวชแล้วกลายเป็นอะไรที่ดูโก้เก๋ สูงส่ง นักบวชนั้นไม่ใช่พราหมณ์ คือเป็นคนที่ไม่มีสิทธิอะไรเลย เวลามีใครตัดสินใจออกบวช คนในครอบครัวมีการเศร้าโศกเสียใจ ร้องห่มร้องไห้ หรือถึงขั้นทำงานศพให้เลยก็มีนะครับ เพราะในสังคมอินเดียสมัยพุทธกาลนั้น การไม่มีสถานะทางสังคมถือว่าคุณไม่มีตัวตน ไม่มีคุณค่า และไม่ข้องเกี่ยวกับสังคมอีกต่อไป  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิถีของนักบวชในอินเดียนั้น เรียกกันว่า วิถีของสมณะ คำว่า “สมณะ” แปลว่า “ผู้เดินท่องไป” เป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีสถานะ ไม่มีบทบาท ไม่มีที่พักพิงใดๆ สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวก็คือการเดินท่องไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การกลายเป็นผู้ไม่มีสิทธิ์ของสมณโคดม สิ่งที่เขาได้รับก็คือ “เสรีภาพ” นะครับ เรียกได้ว่า เขายอมแลกสิทธิ์ทั้งหมดที่เคยมีในฐานะคนคนหนึ่ง เพื่อจะได้มีเสรีภาพจริงๆ  ซึ่งตรงนี้อาจทำให้เราเข้าใจมากขึ้นนะครับ ว่าทำไมพุทธศาสนาโดยเฉพาะพุทธศาสนาเถรวาทจึงไม่ค่อยเน้นในเรื่องสิทธิ์ที่ถูกกำหนดขึ้นจากสังคมมากนัก วิถีชีวิตอุดมคติทางศาสนาของภิกษุ/ภิกษุณี เรียกได้ว่าเป็นผู้ขอ หรือเป็นผู้ที่ไม่เรียกร้องสิทธิ์ใดๆทางสังคมเลย ขอเศษอาหาร นอนตามโคนไม้ หรือเรือนว่าง นัยของความไม่มีสิทธิ์ทางสังคม นำมาซึ่งคำว่า “อะไรก็ได้” ที่ติดปากคนไทยกันมานานนม วิถีสมณะ คือ รับอะไรก็ได้ กินอะไรก็ได้ ใครจะดูถูกดูแคลนยังไงก็ได้ ถูกปฏิเสธไม่เป็นไร ไม่พูดถึงสิทธิ์ของตัวเองเลย ขอให้มีเสรีภาพในการแสวงหาคุณค่าบางอย่างในแบบของตัวเองเป็นพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และสถานที่เดียวครับ ที่เหล่าสมณะจะมีเสรีภาพได้อย่างเต็มที่ ก็คือ สถานที่ที่สังคมยังไม่ได้แผ่อำนาจไปผูกคุณค่าไว้กับมัน สถานที่นั้น คือ “ป่า”  ป่าเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ คือพื้นที่ หรืออาณาเขตที่ปลอดจากอำนาจ การกำหนดกฎเกณฑ์ หรือคุณค่าที่ถูกกำหนดไว้ก่อนแล้วโดยผู้อื่นหรือโดยสังคม ป่าถือเป็นสถานที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดสำหรับการแสวงหาคุณค่าใหม่ ซึ่งอันนี้ก็ไปพ้องกับความหมายของ “สมณะ” หรือ “ผู้เดินท่องไป” ซึ่งหมายถึง ผู้ที่ผละจากบ้านไปสู่ความไร้บ้าน สมณะเลือกที่จะตายไปจากสังคม เพื่อออกแสวงหาคุณค่าบางอย่างที่ในสังคมตอนนั้นไม่ได้รับการยอมรับ หรือไม่มีอยู่ สิทธัตถะเลือกวิถีชีวิตแบบนี้ในการแสวงหาคุณค่า และแม้หลังจากที่รู้แจ้งเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็ยังคงวิถีสมณะไว้เป็นหลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า “ไม่มีสิทธิ์” นี่เป็นคำที่น่าสนใจนะครับ แม้หลังจากที่พระพุทธเจ้าค้นพบคุณค่าที่ท่านได้แสวงหาแล้ว โดยสถานะทางสังคม พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้กลายเป็นอภิสิทธิ์ชน ยังคงเป็นคนที่ไม่มีสิทธิ์เช่นเดิม คือในการประกาศศาสนาของพระพุทธเจ้า ท่านถือว่าท่านไม่มีสถานะใดๆทั้งสิ้น ไม่มีอำนาจในการควบคุมสิ่งต่างๆให้เป็นอย่างที่อยากให้เป็นเลย ตรงนี้ผมแปลคำว่า "สิทธิ์" เท่ากับคำว่า "อำนาจ" นะครับ คือ วิถีพุทธจริงๆแล้วมันตรงกันข้ามกับอำนาจนิยมโดยสิ้นเชิง เพราะวิถีพุทธนั้น หัวใจของมันนั้นคือศักยภาพบางอย่างที่ปรากฏขึ้นจากภาวะไร้อำนาจ ไม่มีนัยของการควบคุม จำกัด หรือบังคับ แต่มันคือการศิโรราบ ยอมรับความจริง และอยู่อย่างสอดคล้องกับสิ่งที่เป็น พระพุทธเจ้าแสดงแบบอย่างของคนที่สละอำนาจ ไม่มีอำนาจใดๆทั้งสิ้น ในการเดินท่องไปของพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวก เรียกได้ว่า เป็นคนที่ต่ำยิ่งกว่าต่ำ เพราะฉะนั้นท่านจะถูกดูแคลน ถูกเหยียดหยามยังไง คำสอนมันจะไม่เข้าหูใครยังไง สมณะเหล่านั้นไม่ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นอริยบุคคลหรือไม่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปต่อว่า หรือไม่มีสิทธิ์แม้กระทั่งจะไปสอนหรือแก้ไขเขานะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธองค์ยังบอกอีกนะครับ ว่าแม้แต่สาวกที่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วเนี่ย ก็ขอให้รักษาไว้ซึ่งวิถีชีวิตแบบนี้ คือ วิถีของการเดินท่องไป ผมว่ามันมีนัยอะไรบางอย่างของการวางรากฐานจิตวิญญาณของพุทธศาสนาในแบบนี้ แม้ว่าในช่วงหลังคำสอนของพระพุทธองค์จะเริ่มเป็นที่ยอมรับกันในคนจำนวนไม่น้อยในสังคมแล้วก็ตาม พระพุทธองค์ก็ยังเดินท่องไปเรื่อยๆจนวันตายเลยนะครับ คือ เดินจากหมู่บ้านหนึ่งไปสู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง สิ่งที่เจอก็คือสถานการณ์ต่างๆของสังคมที่ต่างกันออกไป วัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน ภาษาที่ไม่เหมือนกัน คุณค่าทางสังคมที่ไม่เหมือนกัน ความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน โรคภัยไข้เจ็บที่ไม่เหมือนกัน เรียกได้ว่าวิถีการเดินท่องไปแบบนั้น ไม่มีหลักยึดอะไรได้เลย ต้องปล่อยสิ่งที่ตนคิดไว้อยู่ตลอดเวลา ต้องตื่น และเรียนรู้ใหม่อยู่ตลอดเวลา มันทำให้คนที่เดินบนวิถีนี้ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ความรู้ที่เกิดขึ้นมันถูกสังเคราะห์ใหม่อยู่ตลอดเวลา คือต้องเปิดรับและอยู่กับความไม่รู้ อย่างที่ไม่สามารถจะเอาความรู้เดิมที่คิดว่ารู้แล้วมาใช้แบบสำเร็จรูปได้  กลุ่มคนเหล่านี้แม้จะไม่มีสิทธิ์อะไรในทางสังคมเลย เดินจากบ้านสู่ความไร้บ้านตลอดชีวิต แต่กลับเป็นเหมือนเอเย่นต์ของการเปลี่ยนแปลง หรือเอเย่นต์ของการเรียนรู้ใหม่ การทำความเข้าใจใหม่อยู่ตลอดเวลา และนี่คือวิถีของพุทธะ หรือวิถีของความตื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะสังเกตเห็นนะครับว่าการประกาศพุทธธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ได้เป็นประกาศความเชื่อ หรือหลักคิดใหม่ทางสังคมและการเมือง ธรรมวินัยไม่ได้แสดงถึงอำนาจที่จะไปเปลี่ยนแปลงโลกอย่างที่เราคิดว่าดี แต่เป็นการประกาศถึงการวางตัววางใจอันแสดงออกในวิถีชีวิตที่ลงไปเรียนรู้และสัมผัสกับความทุกข์ ปัญหา และผู้คน โดยยังรักษาต้นธารใน "ป่า" คือ พร้อมที่จะสละสิทธิ์ ปล่อยวางจากอำนาจ ผละจากบ้านหรือความยึดถือในตัวตน แล้วใช้ศักยภาพของความตื่น สติปัญญาในการเข้าหาผู้คน เรียนรู้สังคม วัฒนธรรม และเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนไปอย่างสอดคล้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราอาจสงสัยว่า เมื่อไม่มีสิทธิ์แล้ว จะมีอำนาจอะไรไปเปลี่ยนแปลงสังคม ก็เล่นอยู่ในป่า หาที่หลีกเร้นไปภาวนา อยู่ตามชายขอบของสังคม อาจจะเรียนรู้ผู้คนในสังคมและวัฒนธรรมนึง แต่สักพักก็จากออกมา แล้วเดินทางต่อ แต่ในทางปฏิบัติ วิถีของคนไม่มีสิทธิ์ หรือคนชายขอบเหล่านี้กลับมีผลสะเทือนต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในอินเดียสูงมาก เพราะมันทำให้คนในสังคมได้ตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่คิดกัน และแม้จะออกจากสังคมไปแล้ว แต่วิถีสมณะนั้นก็ยังต้องสัมพันธ์กับสังคมจากการขอ โดยเฉพาะในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้ากำหนดไว้เลยว่าการบิณฑบาตถือเป็นกิจอย่างหนึ่งที่จะยกเว้นไม่ได้  ดังนั้นไม่ว่าคุณค่าใดที่ถูกค้นพบ ฝึกฝน และปฏิบัติ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคมอยู่ตลอด การบิณฑบาตถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ยึดโยงให้พุทธศาสนามีความสัมพันธ์กับสังคม ไม่หลุดลอยออกมากลายเป็นการตัดขาดจากผู้คนหรือความทุกข์ร่วมกับคนอื่น อีกทั้งวิถีของการเดินท่องไปก็ไม่ได้ให้นัยของการตัดขาดตัวเองจากคนอื่นอยู่แล้ว มันทำให้มีการปฏิสัมพันธ์ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่นมีอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้มาจากสถานะที่อยู่สูงกว่า คือตรงกันข้าม มันต้องมาจากสถานะที่เท่ากันหรือต่ำกว่าเสียด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และอีกประเด็นที่น่าสนใจมากของ ความไม่มีสิทธิ์ ซึ่งมันอาจดูไม่มีพลังต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมเลย แต่ผมกลับมองว่าเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มากๆ ก็คือว่า คนที่ไม่มีสิทธิ์เนี่ย เนื่องจากว่าเค้าไม่ได้ต้องการการรับรองหรือการยืนยันในเชิงคุณค่าใดๆจากสังคม คุณค่าของเขาได้ถูกพบแล้วด้วยตัวเอง และเป็นสิ่งที่เขานำมาฝึกฝนและปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเขาด้วย ขณะเดียวกันเขาก็เจียมตัว และพร้อมที่จะถูกปฏิเสธหรือถูกเตะออกไปจากสังคมอยู่ตลอดเวลา ตรงนั้นทำให้คนเหล่านี้ แม้จะไม่มีสิทธิ์ แต่ด้วยความตื่นและความเข้าใจในความเป็นไปต่างๆที่ได้ไปพบเห็น ทำให้เขามีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นคือ “ความกล้า” คนพวกนี้เรียกได้ว่าไม่มีอะไรต้องกังวล ไม่มีอะไรจะเสีย ไม่ต้องเกรงว่าคนจะไม่ยอมรับ หรือคนจะไม่รัก เพราะวิถีของสมณะไม่ได้สนใจเรื่องสิทธิ์หรืออำนาจถูกมั๊ยครับ สิ่งที่เขาสนใจมีแค่ความจริง และหนทางที่จะคลี่คลายความทุกข์ ความขัดแย้งในตนเองและผู้อื่นเท่านั้น อันนี้ผมว่ามันน่าสนใจ และมันอาจเปิดมุมมองให้เราเห็นถึงอิทธิพลที่พุทธศาสนามีผลต่อสังคมในหนทางที่ต่างออกไป โดยเฉพาะในเรื่องของ “ความกล้า” และ “ความตื่น” ที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อรับใช้อำนาจทางสังคมที่ถูกกำหนดไว้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความกล้าหาญทางจริยธรรมมันเกิดขึ้นมากนะครับในสมัยพุทธกาล มันมีความตื่นอยู่ในนั้น มีใจที่เปิดกว้างอยู่ในนั้น ขณะเดียวกันก็ยังรักษาต้นธารหรืออุดมคติที่มีรากอยู่ใน “ป่า”  ซึ่งคือพื้นที่ของอิสรภาพ พื้นที่ที่ไม่ถูกอำนาจของสังคมในการควบคุม พื้นที่ที่ไม่ถูกปรุงแต่งหรือกำหนด หรือเจือปนด้วยอคติ ซึ่งพื้นที่นั้นคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ หากเราจะพูดถึงจิตวิญญาณของพุทธศาสนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ผมพูดไปทั้งหมดเป็นมุมมองในทางประวัติศาสตร์ศาสนา ที่อธิบายถึงจิตวิญญาณอันเป็นสาระสำคัญของพุทธศาสนาเถรวาท ถ้าพุทธศาสนาที่มีอยู่ในประเทศไทยเป็นพุทธศาสนาเถรวาท เป็นพุทธศาสนาสายที่เก่าแก่ที่สุด และซื่อตรงต่อธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ที่สุด คำถามก็คือ รากฐานเหล่านั้นมันอยู่ตรงไหน และเรายังมองเห็นอะไรที่ตั้งอยู่บนรากฐานนั้นอยู่บ้างหรือไม่...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถอดเทปและเรียบเรียง โดย บ้านตีโลปะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-1442673382665514546?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/1442673382665514546'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/1442673382665514546'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/01/blog-post_5578.html' title='พุทธศาสนาเป็นวิถีที่ตรงกันข้ามกับอำนาจนิยม'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT62i8vC2pI/AAAAAAAABCk/eG03w3O3-rc/s72-c/untitld.bmp' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-6650853272846328247</id><published>2011-01-25T18:31:00.003+07:00</published><updated>2011-01-25T18:36:32.786+07:00</updated><title type='text'>บทบาทที่น่าตั้งคำถามของศาสนจักร</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT61Opy_fVI/AAAAAAAABCc/s_0WqoYTTwE/s1600/siroj.gif"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT61Opy_fVI/AAAAAAAABCc/s_0WqoYTTwE/s320/siroj.gif" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5566085452819037522" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสวนาพุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง&lt;br /&gt;โดย ส.ศิวรักษ์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และวิจักขณ์ พานิช&lt;br /&gt;๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๓&lt;br /&gt;ณ ป๋วยเสวนาคาร วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(๒) ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: บทบาทที่น่าตั้งคำถามของศาสนจักร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: กลับมาเรื่องของสังคมและการเมือง คือ ผมพยายามจะนึกว่า เวลามีความขัดแย้งทางสังคมหรือการเมือง อย่างกรณีของบ้านเราในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา ศาสนามีบทบาทในการช่วย หรือในการยุติความขัดแย้งทางการเมืองแค่ไหน  ถ้าพูดตรงๆคือไม่มี ตัวศาสนจักรเนี่ยไม่มีบทบาท ทุกคนรู้อยู่แล้ว ศาสนจักรเป็นสิ่งที่หายไปทุกครั้งเวลามีความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองในบ้านเรา หรือในบางกรณี ตัวองค์กรทางศาสนจักรอาจมีบทบาท ซึ่งบทบาทนั้น บ่อยครั้งก็ไม่ค่อยดี อย่างเช่น ตอนเกิดกรณีหกตุลา จอมพลถนอมกลับมา แล้วก็บวชเป็นพระกลับมา แล้วการบวชเป็นพระกลับมาของจอมพลถนอมก็นำไปสู่การฆาตกรรมทางการเมืองในวันที่ ๖ ตุลา นำไปสู่การแตกแยกทางสังคมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นักศึกษาต้องเข้าป่าอะไรแบบนี้นะครับ พอลองนึกย้อนหลังกลับไป ผมรู้สึกว่า ในวันที่ ๖ ตุลา ถ้าศาสนจักรมีท่าทีบางอย่างต่อจอมพลถนอม ผมไม่รู้นะครับว่าในทางพระทำได้หรือเปล่า อย่างเช่น พระผู้ใหญ่อาจจะมาบอกว่า ท่านอย่าเพิ่งกลับเมืองไทยเลย ท่านอยู่เมืองนอกต่อดีกว่ามั๊ย มันน่าจะดีกับทุกคน ความขัดแย้งจะปะทุอย่างเหตุการณ์๖ตุลาที่เกิดขึ้นในวันนั้นหรือเปล่า  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือว่าอย่างเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ เราก็ไม่พบว่ามีองค์กรทางศาสนจักรออกมาเตือนหรือให้สติกับสังคมหรือรัฐบาลที่ในเวลานั้นใช้กำลังกับประชาชน ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำมันผิด ในตอนนั้นพลเอกสุจินดาพูดออกทีวีว่า ผู้ชุมนุมบนถนนราชดำเนินมีพวกลัทธิประหลาดคือพวกสันติอโศก เพราะฉะนั้นรัฐบาลมีเหตุผลในการใช้กำลังเพื่อสลายลัทธิประหลาดอันนี้ได้ ซึ่งแปลกว่าในวันนั้นไม่มีคนของศาสนจักรมาบอกเลยว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ใช้กำลังสลายเค้านะ ต่อให้เป็นพวกสันติอโศกก็ตาม ซึ่งในแง่นึงก็อาจจะโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองในศาสนจักรเองด้วยว่า มองสันติอโศกเป็นศัตรูก็เป็นได้ แต่ว่าโดยปรัชญาพื้นฐานของเรื่องการเมือง หรือว่าในแง่ปรัชญาพื้นฐานของพุทธศาสนาเองก็ดี พุทธศาสนาเกิดมาเพื่อไม่ให้คนฆ่ากัน เพราะฉะนั้นถ้ามันมีอะไรที่จะช่วยไม่ให้คนฆ่ากันได้ ผมคิดว่านั่นแหละคือปรัชญาพื้นฐานของศาสนาพุทธ แต่ที่เห็นในบ้านเรา บทบาทของศาสนจักรมันหายไปเลยเวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ หรือในช่วงเมษา-พฤษภาที่ผ่านมา บทบาทของศาสนจักรก็หายไปอย่างสิ้นเชิง ที่ประหลาดมากกว่านั้นคือ เราก็รู้ว่า ในช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา มีพระจำนวนหนึ่งเป็นฝ่ายเสื้อแดง ซึ่งออกมาร่วมประท้วงเป็นจำนวนมาก เป็นพระอีสาน พระที่อุบลฯ อุดรฯ อะไรก็ตามแต่ ในวันที่มีเหตุการณ์ชุมนุม ท่านเหล่านี้ถูกจับ และถูกจับศึกด้วย เรื่องเหล่านี้ผมประหลาดใจว่าทำไมศาสนจักรไม่ออกมาปกป้องคนของตัวเอง ไม่ว่าท่านเหล่านั้นจะเป็นพระเสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง ยังไงก็ตามแต่ ถ้าผมเป็นคนในองค์กรศาสนจักร คนในองค์กรศาสนจักรถูกอำนาจทางโลกจับ ผมปกป้องเค้าก่อน เพราะว่าอำนาจรัฐมาจับคนสึกแบบนี้ไม่ได้ แต่ศาสนจักรไม่กล้าแม้จะทัดทานเรื่องพวกนี้ กลับทำตัวเฉยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแง่ของคำสอน มันก็อาจจะโยงกับเรื่องเหล่านี้ด้วยนะครับ เป็นไปได้มั๊ยว่า ความเข้าใจพุทธศาสนาที่มันไหลวนอยู่ในสังคมไทยในตอนนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องพุทธปรัชญาหรือพุทธธรรมที่มันลึกซึ้งนะครับ แต่เป็นเรื่องที่คนในสังคมเข้าใจ คำสอนทางศาสนาของบ้านเรามันกลายเป็นสิ่งที่อยู่ใต้อำนาจรัฐหรืออำนาจทางโลกไปจนมันแยกตัวเองไม่ได้แล้ว อย่างเวลาเราไปวัดใหญ่ๆ อย่างวัดหลวงบางที่ ก็จะมีป้ายติดไว้ว่า สมเด็จพระสังฆราชองค์นี้จากวัดเรา เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอในรัชกาลนั้นรัชกาลนี้มาก่อน ซึ่งแน่นอนว่าท่านที่อยู่ในวัดนั้นคงภูมิใจนะครับที่มีเจ้ามาอยู่ในวัด และได้เป็นพระสังฆราช แต่ผมคิดว่า มันน่าจะภูมิใจกว่าหรือเปล่า หรือมันมีความจำเป็นอะไรหรือที่ต้องไปไฮไลท์ความเป็นเจ้า ทำไมไม่ไปภูมิใจเรื่องที่ว่า วัดเราเนี่ยมีฆราวาส หรือคนธรรมดาที่มาบวช และเป็นพระที่ดีจำนวนมากออกไป ผมก็ไม่รู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ศาสนาสอน หรือเป็นสิ่งที่ในที่สุดแล้วอำนาจรัฐมันได้ครอบงำศาสนาจนศาสนาแยกจากอำนาจรัฐไม่ออกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นคำสอนทางศาสนาจำนวนมากกลายเป็นฐานของอำนาจทางโลกมาตลอด แม้กระทั่งความเชื่อเรื่องบุญบาปก็เป็นฐานของอำนาจทางโลก เช่น ความเชื่อที่ว่าในโลกนี้มีคนบางกลุ่มที่ดีเป็นพิเศษ แล้วก็ในโลกนี้มีคนบางกลุ่มที่ชั่วเป็นพิเศษ แล้วมันถูกตลอดเวลาที่คนกลุ่มที่ดีเป็นพิเศษเนี่ยจะฆ่าคนกลุ่มที่ชั่วเป็นพิเศษได้ แล้วในช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา คำอธิบายนี้มันถูกนำมาใช้ตลอดเวลา คือ มีกลุ่มที่ดีมากๆ ซึ่งมีความชอบธรรมมากๆที่จะฆ่ากลุ่มที่ชั่วยังไงก็ได้ แล้วเวลาเราดูงานศิลปะร่วมสมัย หรือสิ่งที่คนจำนวนมากพูดในช่วงความขัดแย้ง จะเป็นการผลิตซ้ำความเชื่อทางศาสนาในแบบนี้โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องเทพกับมาร อำนาจฝ่ายดีต้องกำราบอำนาจฝ่ายชั่วให้ได้ อันนี้ก็คือเรื่องที่น่าสนใจว่า ตัวคำสอนเองมันอาจจะมีอะไรบางอย่างหรือไม่ ที่ในที่สุดแล้วอาจจะไม่เกื้อกูลต่อการสร้างประชาธิปไตย หรือการมองเห็นความแตกต่างความหลากหลายของคนในสังคม ผมว่าอันนี้เป็นประเด็นสำคัญ คือ เราอาจจะต้องมาตั้งคำถามต่อตัวคำสอนในสองสามเรื่อง เช่น  เป็นไปได้หรือเปล่าที่คำสอนทางศาสนามันมีลักษณะที่มันผูกขาดและแข็งทื่อมาก มันทำให้ความสัมพันธ์ของคนกับศาสนาเป็นไปในลักษณะที่ไม่เท่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าตัวศาสนาไม่สามารถสัมพันธ์กับคนในแบบที่เท่ากับศาสนาได้ ง่ายๆ เวลาเราคุยกับพระ เราจะต้องรู้สึกต่ำกว่าหรือด้อยกว่าพระ พระไม่สามารถคุยกับเราแบบเท่ากันได้ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่พระไทยทำไม่ได้ คือ คุยแลกเปลี่ยนกับฆราวาสแบบเท่ากัน นอกจากนั้นผมยังคิดว่า ตัวคำสอนทางศาสนาเอง เวลาสัมพันธ์กับคน มีลักษณะบางอย่างซึ่งจะใช้วิธีดึงคนเข้ามาหาศาสนา ด้วยการบอกอยู่ลึกๆว่า ยังไงคนก็ด้อยกว่า และคนเป็นสิ่งที่ไม่ดี เวลาศาสนามองคนเนี่ย คนคือสิ่งที่ไม่ดี คนคือสิ่งที่ผิด และควรได้รับการแก้ไข คนคืออะไรบางอย่างที่มีความชั่วร้าย มีกิเลส มีบาปอยู่ในตัว ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้มันจะเป็นปัญหา คือในที่สุดแล้ว ตัวคำสอนมันวางอยู่บนการกดมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์เข้ามาอยู่กับศาสนา ซึ่งผมมองว่าตัวคำสอนมันน่าจะมีอะไรที่ผิดที่ไม่สามารถมองมนุษย์เท่ากับศาสนาได้ ศาสนาทำให้มนุษย์ด้อยกว่าศาสนา แล้วทำให้มนุษย์รู้สึกมีปมอะไรบางอย่างที่ผิด ที่ต่ำกว่า เพราะฉะนั้นเข้ามาอยู่กับศาสนาสิ แล้วศาสนาจะให้ทางออกกับคุณ ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นปัญหานึง ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง เราไม่สามารถอยู่ในโลกที่บอกว่า คนด้อยกว่า คนผิด อยู่ตลอดเวลาได้ เพราะการบอกคนว่าเค้าด้อยกว่า เค้าผิดอยู่ตลอดเวลาเนี่ย ในแง่นึงมันเป็นปัญหาทางการเมืองแล้ว  เพราะพอพูดถึงการเมือง พูดถึงประชาธิปไตย เราเชื่อว่าคนทุกคนมีเหตุผล คนทุกคนมีเสรีภาพ รู้ว่าอะไรดีสำหรับตัวเขา แต่พอมาในมุมศาสนา ศาสนาไม่ได้บอกคนแบบนี้ ศาสนาไม่ได้บอกว่าคนทุกคนมีเหตุผล ศาสนาไม่ได้บอกว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะทำอะไรเพื่อตัวเขาเองได้ แต่บอกให้มาอยู่กับศาสนาก่อน ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นปัญหานึง ก็คือ สำหรับเรื่องประชาธิปไตย เรื่องการเมือง เรื่องสิทธิเสรีภาพแล้วเนี่ย เราเชื่อว่าคนทุกคนมีความสมบูรณ์ในตัวเอง มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนสิ่งที่ดีต่อตัวเขาเอง และต่อสังคมรอบข้างได้ โดยที่ตัวศาสนาอาจไม่คิดเรื่องพวกนี้ หรือมาจากฐานคิดที่ต่างกัน ศาสนาไม่ได้เชื่อว่าคนรู้ว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับเขา และไม่เชื่อด้วยซ้ำว่า ลำพังตัวมนุษย์แต่ละคนสามารถสิ่งที่ดีต่อสังคมได้ มนุษย์ต้องมีศาสนา เพราะไม่เช่นนั้นมนุษย์จะไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันจะต่างกันมากๆ คือ เรื่องประชาธิปไตย เรื่องการเมืองเนี่ย เราเชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนมีธรรมชาติที่ดี และในสังคมที่มาจากมนุษย์แต่ละคนที่มีธรรมชาติที่ดี การฟังเสียงทุกคนมันจึงสำคัญ ทุกคนมีเหตุผล ทุกคนมีธรรมชาติที่ดี เพราะฉะนั้นเอาเสียงทุกคนมารวมกัน เราจะได้สิ่งที่ดีที่สุด ประชาธิปไตยหรือการเมือง มันเชื่อว่าสังคมมันอยู่ด้วยเหตุด้วยผลได้ มนุษย์มีเหตุมีผล มนุษย์เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ตรงนี้เราอาจจะต้องกลับมามองว่าตัวศาสนาเข้าใจเรื่องแบบนี้แค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาศาสนาสัมพันธ์กับคน ศาสนามีแนวโน้มมากที่จะทำให้คนทั้งหมดเป็นแบบเดียวกัน อันนี้เป็นประเด็นนึงที่ผมคิดว่า สำคัญในแง่ปรัชญาวิธีคิด คือ ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่คนแต่ละคนมีคุณค่าของเขา เราอยู่ในโลกที่คนแต่ละคนมีความคิดความอ่านเป็นของเขาเอง คนแต่ละคนมีอัตลักษณ์ของเขา มีวิถีชีวิตของเขา แต่คำสอนทางศาสนาเข้าใจเรื่องแบบนี้แค่ไหน อย่างเช่น เรื่องพระเกย์พระตุ๊ด เวลาศาสนจักรสัมพันธ์กับเรื่องพวกนี้ วิธีที่พูด มันจะเต็มไปด้วยทัศนะของการเหยียดคนที่ผิดเพศ แล้วก็จะบอกว่าคนแบบนี้ไม่เหมาะสม ซึ่งผมคิดว่าคำถามที่น่าสนใจ คือ ทำไมศาสนาถึงสนใจมากกับการทำให้คนทั้งโลกเป็นแบบเดียวกัน เป็นแบบเดียวกันทางตรรกะ เป็นแบบเดียวกันทางวิธีคิด ศาสนาสามารถจะเป็นฐานทางปัญญาที่ทำให้เห็นว่าคนเรามีความหลากหลาย คนเรามีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน มีความเชื่อที่แตกต่างกัน มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันได้หรือไม่ ผมคิดว่าอันนี้เป็นคำถามที่มันท้าทาย และจำเป็นที่จะต้องตอบให้มากขึ้นในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;:ถอดเทปและเรียบเรียง โดย บ้านตีโลปะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-6650853272846328247?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/6650853272846328247'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/6650853272846328247'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/01/blog-post_25.html' title='บทบาทที่น่าตั้งคำถามของศาสนจักร'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT61Opy_fVI/AAAAAAAABCc/s_0WqoYTTwE/s72-c/siroj.gif' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-6788149636602533942</id><published>2011-01-25T18:23:00.002+07:00</published><updated>2011-01-25T18:27:45.209+07:00</updated><title type='text'>คำถามต่อพุทธศาสนาในความเป็นรากฐานทางปัญญาของสังคม</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT6zlzpuH-I/AAAAAAAABCU/ZeCRuTlgOPg/s1600/untitled.bmp"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 194px; height: 259px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT6zlzpuH-I/AAAAAAAABCU/ZeCRuTlgOPg/s320/untitled.bmp" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5566083651578240994" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสวนา พุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง &lt;br /&gt;โดย ส.ศิวรักษ์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และวิจักขณ์ พานิช&lt;br /&gt;๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๓&lt;br /&gt;ณ ป๋วยเสวนาคาร วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(๑) ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: คำถามต่อพุทธศาสนาในความเป็นรากฐานทางปัญญาของสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : ผมขอเริ่มด้วยการเปิดประเด็นชวนคุยไปเรื่อยๆก่อนละกันนะครับ ในฐานะของคนที่ไม่ได้รู้เรื่องพุทธศาสนามากนัก เรื่องนึงที่ผมมองว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือ เรื่องการวิพากษ์วิจารณ์พุทธศาสนาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่คนทำกันมาเยอะมากๆอยู่แล้วนะครับ  ทำมาตั้งแต่รุ่นอ.สุลักษณ์ พระไพศาล ตั้งแต่ก่อนเป็นพระท่านก็ทำ อ.นิธิก็มีงานเขียนเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์พุทธศาสนาเยอะแยะ ดังนั้นประเด็นพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องหนึ่งที่ปัญญาชนให้ความสนใจ ล่าสุดคุณคำ ผกาก็มีการวิจารณ์ศาสนา และประเด็นเรื่องการปฏิรูปซึ่งค่อนข้างรุนแรง ทำให้คนไม่พอใจจำนวนหนึ่ง ซึ่งผมจะพูดถึงประเด็นนี้ก่อนนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าส่วนใหญ่เวลาพวกปัญญาชน คนชั้นกลาง หรือสื่อมวลชนวิจารณ์พุทธศาสนาในบ้านเรา วิธีที่ใช้ในการวิจารณ์จะวนอยู่สองสามเรื่อง เรื่องที่หนึ่งคือ ดูพฤติกรรมของพระว่ามีความเหมาะสม มีความอยู่ในร่องในรอยตามคำสอนพุทธศาสนาหรือเปล่า พูดง่ายๆก็คือเป็น วิธีการจับผิดพระ พระมีกิ๊ก พระมีสีกา พระแต่งตัวเป็นเกย์ อะไรแบบนี้ แล้วก็ใช้ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นตัวอย่างมาสรุปว่า เห็นมั๊ย..สิ่งที่พระทำก็ไม่ได้ดีอะไรนัก แสดงให้เห็นว่าพุทธศาสนากำลังมีปัญหา ส่วนบางคนที่ซับซ้อนขึ้นมาหน่อย ก็อาจจะวิจารณ์ในประเด็นที่ว่า พุทธศาสนาอาจจะมีคำสอนหลายๆอันที่ไม่สอดคล้องกับสังคม เช่น วิธีคิดที่พุทธศาสนามองผู้หญิง คนที่สนใจศึกษาเรื่องสิทธิสตรี หรือพวกเฟมินิสต์ก็จะบอกว่า ศาสนาพุทธมีลักษณะอย่างหนึ่ง คือ การเชื่อว่าผู้หญิงเป็นมนุษย์ที่ด้อยกว่าผู้ชาย ประเด็นที่เห็นชัดๆง่ายๆ คือการไม่ให้ผู้หญิงบวชเป็นพระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเพิ่งเข้าไปคุยกับท่านพระครูธรรมาธรครรชิตมา ซึ่งท่านอยู่วัดของเจ้าคุณประยุทธ์ เราก็คุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ และมีประเด็นนึงที่ทำให้เราเถียงกันค่อนข้างเยอะ คือ เรื่องการมองว่าผู้หญิงมีสิทธิ์ในการบวชได้หรือเปล่า ท่านก็เถียงหลายๆเรื่องนะครับ ซึ่งที่น่าสนใจก็คือ พอเถียงกันไปเถียงกันมา ท่านพูดว่า เหตุผลชี้ขาดจริงๆที่ผู้หญิงบวชเป็นพระไม่ได้ คือ แน่นอนว่าศาสนจักรอาจจะอ้างเรื่องพระไตรปิฎกใช่มั๊ยครับ อ้างว่ามันไม่มีภิกษุณี แต่ในที่สุดแล้ว ท่านพระครูธรรมาธรครรชิตก็อ้างว่า จริงๆแล้วสำหรับท่าน เรื่องที่มันสำคัญที่สุดคือว่า ผู้หญิงเนี่ยไม่มีเหตุผล เพราะว่าผู้หญิงมีประจำเดือน พอผู้หญิงมีประจำเดือน ผู้หญิงก็จะอารมณ์แปรปรวน ซึ่งผมคิดว่าเป็นเหตุผลที่มัน beyond เหตุผลของมนุษย์ในปัจจุบันไปแล้ว ว่าการมีประจำเดือนทำให้มนุษย์บางเผ่าพันธุ์ในโลกมีอารมณ์แปรปรวน เพราะฉะนั้นเลยเข้าสู่ศาสนจักรไม่ได้ แล้วพอผมถามท่านว่า แล้วเวลาที่ผู้หญิงบริจาคเงิน เงินซึ่งมาจากอารมณ์แปรปรวนนี่มันได้มั๊ย? ท่านก็ฉุนๆนะครับ ในที่สุดเมื่อคุยกันไปเรื่อยกลายเป็นว่า ในโลกนี้มีสัตว์บางประเภทที่ไม่มีเหตุผลเท่าผู้ชาย เพราะเหตุผลง่ายๆคือสัตว์ประเภทนั้นมีประจำเดือน อันนี้ก็คือตัวอย่างหนึ่งว่า ถ้าในระดับผิวเผิน คนจำนวนหนึ่งก็จะวิจารณ์พระสงฆ์จากกิจกรรมต่างๆที่ท่านทำ ซึ่งก็อาจจะเหมาะหรือไม่เหมาะ หรือระดับที่ลึกซึ้งขึ้นมาก็คือ ดูคำสอนว่ามันมีความสอดคล้อง เท่าทันต่อสังคมปัจจุบันแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมคิดว่า เรื่องที่ผมอยากจะพูดคงไม่ได้มาจากในมุมนี้ แต่ผมจะพูดผ่านปรากฏการณ์สองสามเรื่องด้วยกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องที่หนึ่งก็คือ ผมคิดว่าปัจจุบันนี้พระสงฆ์กลายเป็นสินค้ามากขึ้น ซึ่งอันนี้ผมอาจจะผิดก็ได้นะครับ แต่ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าช่วง ๑๐-๒๐ ปีมานี้ บทบาทของพระสงฆ์ในการเป็นสินค้าแบบหนึ่ง มันชัดเจนมาก เราอาจจะเรียกว่าเป็น สินค้าในตลาดเชิงจิตวิญญาณอะไรก็แล้วแต่ เราลองนึกถึงพระอย่างว.วชิรเมธี พระมหาสมปอง แบบนี้ ผมคิดว่าปรากฏการณ์นี้น่าจะเป็นเรื่องใหม่  หากย้อนไปไกลสุดก็อาจเป็นสมัยพระพยอมหรือเปล่า ผมไม่รู้นะครับ มันกลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจว่า สภาพของพระสงฆ์ที่กลายเป็นสินค้าในระบบทุนนิยมนี่มันชัดเจนมากในปัจจุบัน คำถามที่สองก็คือว่า พระสงฆ์ที่กลายเป็นสินค้าเนี่ยขายอะไร คำตอบก็คือขายตัวเองผ่านโทรทัศน์ใช่มั๊ยครับ ขายตัวเองผ่านซีดี ขายตัวเองผ่านดีวีดี หรือ หนังสือคำสอนแบบง่ายๆต่างๆ ที่นี้ถามต่อไปอีกว่า แล้วคำสอนที่พระที่ทำตัวเองให้เป็นสินค้าในระบบทุนนิยมขายคืออะไร พูดตรงๆผมคิดว่าไม่ใช่คำสอนที่มีความลึกซึ้งอะไร คำสอนพวกนี้มักจะเป็นคำสอนประเภท “คนเราต้องขยัน” “คนเราต้องรักพ่อแม่” “คนเราต้องทำความดี” นี่คือสินค้าที่พระกลุ่มหนึ่งใช้ขายผ่านระบบทุนนิยม ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าคำสอนแบบนี้มันมีประโยชน์กับคนในสังคมปัจจุบันจริงๆ หรือว่ามันเป็นคำสอนที่คนในสังคมปัจจุบันพร้อมรับมัน เพราะว่าเค้าพร้อมจะบริโภคอะไรบางอย่างที่เป็นการผลิตซ้ำคำอธิบายที่เขาเชื่อของเขาเองอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน เช่นเวลามีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง สังคมก็จะมีพระกลุ่มหนึ่งทำบทบาทในแบบที่ พูดง่ายๆคือเหมือนพวกครีเอทีฟในวิชาโฆษณาทำกัน คือ ผลิตคำคมออกมาอธิบายปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนด้วยคำตอบง่ายๆ เช่น ช่วงเมษา-พฤษภา ท่านว.ก็ทวิตประโยคนึงซึ่งเป็นที่ฮือฮาว่า “ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน”  แล้วกลายเป็นประเด็นขึ้นมาว่า ฆ่าคนบาปน้อยกว่าฆ่าเวลา อันนี้เป็นศาสนาเวอร์ชั่นไหน หรือเป็นศาสนาของอุตสาหกรรมนาฬิกา ที่การฆ่าคนบาปน้อยกว่าการฆ่าเวลา แต่ตอนหลังท่านก็ลบเรื่องนี้ทิ้งไปนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมว่าอันนี้มันน่าสนใจคือ คำสอนที่มันถูกผลิตซ้ำโดยพระกลุ่มนี้เนี่ย ในที่สุดแล้วมันเป็นความลุ่มลึกทางภูมิปัญญาของพุทธจริงๆ หรือมันเป็นแค่การเอาคำอธิบายที่คนเชื่อกันอยู่แล้วในสังคมมาผลิตซ้ำในแบบง่ายๆ แล้วใช้สถานภาพของความเป็นพระ ซึ่งคนไทยพร้อมจะเชื่ออยู่แล้ว เพราะคนไทยมักจะเชื่อเจ้า เชื่อพระ เชื่ออาจารย์ เพราะเชื่อว่าคนเหล่านี้เป็นที่มาของภูมิปัญญา แล้วก็ผลิตซ้ำคำเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งผมคิดว่าในแง่หนึ่งมันไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจปัญหา แต่มันใช้ได้กับคนในสังคม เพราะมันพูดเรื่องที่คนคิดกันอยู่แล้ว เวลามีความขัดแย้งทางการเมือง ก็บอกว่า ทางออกคือคนไทยต้องรักกัน  พูดจริงๆก็คือ คำตอบแบบนี้เด็กประถมก็ตอบได้ คนเราต้องรักกัน คนเราต้องสามัคคีกัน ที่นี้คำถามคือแล้วสินค้าหรือสิ่งที่พุทธศาสนาผ่านพระกลุ่มที่ทำให้ตัวเองเป็นสินค้ามีให้กับสังคม มันมีอยู่แค่นี้เองเหรอ อันนี้อาจมองเป็นปัญหาของพระเอง แต่ก็เป็นปัญหาของสังคมเองด้วย ที่ไม่ได้ต้องการคำตอบที่ลึกซึ้งกว่านี้แล้ว สิ่งที่คนในสังคมต้องการไม่ใช่คำตอบที่ลึกซึ้ง แต่เป็นคำตอบที่ง่ายๆ หรืออธิบายอะไรก็ตามในแบบที่คนพร้อมจะเชื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่สอง ที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือ ผมพยายามลองนึกดูว่า ในสมัยก่อน พระที่เล่นบทบาทซึ่งเกี่ยวข้องกับสังคม ท่านเล่นบทแบบนี้มากน้อยขนาดไหน อย่างบทบาทที่ให้พระเป็นภูมิปัญญา เรานึกถึงพระอย่างท่านพุทธทาส ท่านปัญญา หรือท่านประยุทธ์ ท่านก็ไม่ได้เล่นบทแบบนี้ แต่ท่านมีบทบาทที่ทำให้คนคิดเรื่องพุทธปรัชญา คิดถึงเรื่องความหมายในการดำรงชีวิตในแบบที่ลึกซึ้งขึ้น เวลามีปัญหาสังคม คนเหล่านี้ไม่ได้ให้คำตอบแบบผิวเผินว่า เราต้องรักกัน หรือว่า ประหยัดไว้ดีกว่าไม่ประหยัด แต่ท่านทำให้คนกลับมาตรวจสอบตัวเองมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่ามิติตรงนี้ในพระที่เข้ามาเล่นกับปัญหาสังคม มันหายไปเลย บทบาทของพระ บทบาทของศาสนาในการนำเสนอคำตอบที่มันลึกกับสังคม มันไม่มี ศาสนากลายเป็นอะไรไม่รู้ที่ให้คำตอบง่ายๆในเรื่องที่คนในสังคมรู้กันอยู่แล้วว่ามันต้องตอบแบบนี้แหละ มีความขัดแย้งทางการเมือง คำตอบคือคนไทยต้องรักกัน เศรษฐกิจไม่ดีทางแก้คือคนไทยประหยัดให้มากขึ้น สังคมมีโสเภณีมากขึ้น ทางแก้คือ ก็อย่าฟุ่มเฟือยสิจะได้ไม่ต้องไปเป็นโสเภณี คำตอบแบบนี้แสดงภูมิปัญญาอะไรในทางศาสนาหรือเปล่า ผมว่าไม่ได้แสดง เป็นคำตอบที่ทุกคนก็คิดได้ หมายความว่าเป็นสินค้าที่ไม่ได้ช่วยอะไรพวกเราเลย เป็นเหมือนกับหมอนรองทางจิตวิญญาณที่ทำให้เรารู้สึกว่า เออ..ศาสนามันยังมีอยู่นะ คำสอนมันยังมีอยู่ แต่จริงๆมันไม่ได้ช่วยอะไร...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;: ถอดเทปและเรียบเรียง โดย บ้านตีโลปะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-6788149636602533942?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/6788149636602533942'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/6788149636602533942'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2011/01/blog-post.html' title='คำถามต่อพุทธศาสนาในความเป็นรากฐานทางปัญญาของสังคม'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/TT6zlzpuH-I/AAAAAAAABCU/ZeCRuTlgOPg/s72-c/untitled.bmp' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-475490129772633964</id><published>2010-01-04T22:41:00.002+07:00</published><updated>2010-01-05T06:21:13.504+07:00</updated><title type='text'>จดหมายข่าววัชรปัญญาประจำเดือนมกราคม ๒๕๕๓</title><content type='html'>ผมเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวคนหนึ่งซึ่งเคยมาเข้าฝึกภาวนา "สัมผัสแห่งการตื่นรู้" ที่สวนโมกข์เมื่อปลายปี ๕๑  เธอเป็นนักจิตวิทยาประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งทางภาคใต้ เมื่อปีที่แล้วผมเคยคิดที่อยากจะใช้เวลาช่วงหนึ่งไปเรียนรู้งานการดูแลผู้ป่วยทางจิตกับพี่คนนี้ แต่แล้ววันหนึ่งผมก็ได้ทราบข่าวว่าพี่เขาป่วยเป็นโรคมะเร็ง และต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดอย่างเร่งด่วน เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเร็วมาก เธอไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะเป็นไปได้ที่จะป่วยเป็นโรคมะเร็ง เพราะเธอเป็นคนที่ดูแลสุขภาพอย่างดีมาโดยตลอด หลังจากเข้าฝึกภาวนาที่สวนโมกข์ เธอก็ได้นำเทคนิคการภาวนา โดยเฉพาะการฝึกบอดี้เวิร์คไปทำต่อที่บ้าน ระหว่างการฝึกหายใจไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย ความผ่อนคลายทำให้เธอเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในร่างกายบางอย่าง ความรู้สึกของก้อนเนื้อเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนเธอตัดสินใจเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและพบว่าตัวเองได้ป่วยเป็นมะเร็ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หลังจากการเข้ารับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด เธอก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติและทำงานเป็นนักจิตวิทยาอีกครั้งหนึ่ง ผมได้ฟังเรื่องราวการดูแลตัวเองของพี่สาวคนนี้ด้วยความรู้สึกทึ่ง เธอยังคงฝึกภาวนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการฝึกบอดี้เวิร์คเพื่อสร้างฐานของการผ่อนคลาย เพื่อเปิดพื้นที่ในการรับสภาวะต่างๆ รับฟัง และไว้วางใจให้ร่างกายได้เยียวยาตัวเองโดยปราศจากการยัดเยียดวิธีคิดหรือความกลัวใดๆไปทับถมเพิ่มเติม การไว้วางใจชีวิตที่แม้จะไม่ได้กลับมาเป็น "ปกติ" ดังเดิม แต่เธอก็ยอมรับและอ่อนโยนกับตัวเอง กับร่างกายและจิตใจของตนเอง เผชิญหน้ากับความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาอย่างไม่หวั่นไหว ผมฟังประสบการณ์ที่พี่คนนี้เล่าผ่านโทรศัพท์ด้วยความปีติยินดี และปลาบปลื้มใจในประสบการณ์และความกล้าในการดำเนินชีวิตของเธอ เธอโทรศัพท์มาพูดคุยและซักถามเรื่องการปฏิบัติเพิ่มเติม ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เธอกำลังเผชิญอย่างกล้าหาญได้เป็นกำลังใจให้คนรอบข้างและผู้ที่ผมเห็นจำนวนมาก จนทางโรงพยาบาลได้ขอให้เธอแบ่งปันวิธีที่เธอใช้ในการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องของการภาวนา  ผมรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสฟังประสบการณ์อันทรงคุณค่าของเธอ แต่ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสักวันเธอคงได้มีโอกาสมาแบ่งปันประสบการณ์เหล่านั้นให้เพื่อนๆผู้ปฏิบัติคนอื่นๆได้รับรู้บ้าง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อก่อนนั้นผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าการเผชิญหน้ากับความทุกข์ในชีวิตจริงๆนั้นเป็นอย่างไร เพราะผมก็คิดว่าผมก็ทำมันอยู่แล้ว อาจเป็นเพราะผมเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางที่ประสบการณ์ความทุกข์นั้นมีไว้เพียงแค่ให้ชิมเป็นสีสันเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ชีวิตอย่างเทวดาที่ลอยอยู่เหนือความเป็นไปอันแท้จริง ด้วยสถานะทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ หากจะบอกว่าการภาวนาได้ทำให้ชีวิตของผมหลุดออกจากการควบคุมเหล่านั้นก็ไม่ผิดนัก หรืออาจกล่าวได้ว่าการภาวนาทำให้ผมได้ประสบกับความทุกข์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็ว่าได้ และเมื่อวันหนึ่งชีวิตได้ตกลงมาอยู่ในใจกลางความ(ทุกข์)จริง(ๆ)ท่ามกลางการพลัดพราก ความสูญเสีย ความผิดหวัง การถูกทำร้ายทางใจ ความอยุติธรรม และความรุนแรง เมื่อวันหนึ่งที่เรากำลังถูกต้อนให้จนมุมด้วยความจริงอันโหดร้ายของชีวิต โดยปราศจากการสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือใดๆหรือจากใครทั้งสิ้น ด้านหนึ่งเป็นความตายที่อยู่ใกล้จนเราได้กลิ่นและความเย็นเยือกกระทบที่ปลายจมูก และอีกด้านหนึ่งมีเพียงเส้นด้ายแห่งการดำเนินชีวิตที่ไม่มีความหวังหรือความฝันอะไรให้กับความประมาทได้อีก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางด้านในที่ทำให้เราเข้าใจถึงคุณค่าของการภาวนาในฐานะหนทางรอดเดียว เป็นการก้าวย่างออกเดินบนเส้นด้ายแห่งความไม่มีหวังเส้นนั้น ด้วยการอุทิศตนต่อพระรัตนตรัยในฐานะต้นกำเนิดแห่งแรงบันดาลใจสูงสุดและเพียงหนึ่งเดียว ที่จะทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมบนหัวใจแห่งความสิ้นหวังนั้นได้ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขอให้เพื่อนๆใช้ชีวิตที่มีอยู่ในปี ๒๕๕๓ นี้อย่างเต็มเปี่ยม ด้วยหัวใจอันไร้ความหวังแต่ชุ่มชื้นด้วยพลังชีวิตอยู่เสมอ ขอให้หนทางแห่งการภาวนาคลี่เผยทอดยาวไปยังดินแดนแห่งประสบการณ์อันคาดไม่ถึง &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ด้วยไมตรี&lt;br /&gt;วิจักขณ์ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;___________________________________________  &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;- ข่าวฝากประชาสัมพันธ์จากมณฑลวัชรปัญญาและบ้านตีโลปะ -&lt;br /&gt;www.tilopahouse.com&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;๑. ชุมนุมโยคินีและโยคีครั้งที่ ๗: ๘.๓๐ ถึง ๑๘.๐๐ วันทั้งวันกับการนั่งเฉยๆ สำหรับเฉพาะผู้ที่เคยผ่านงานภาวนากับวิจักขณ์ มาแล้วเท่านั้น บ้านรับคนได้จำนวนจำกัด สำรองที่นั่งล่วงหน้าด้วยการแนะนำตัวและงานอบรมที่เคยผ่าน ระบุหัวอีเมล์ว่า "โยคีโยคินี๐๐๗" แล้วส่งมาที่ refish@tilopahouse.com  ป.ล.พกปิ่นโตกับอาหารเที่ยงมากินร่วมกันที่บ้าน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;๒. ๒๑-๒๔ มกราคม ๒๕๕๓  "PASSION ไฟตัณหา" กับ กัญญา ลิขนสุทธ์ และวิจักขณ์ พานิช เวิร์คช็อปสี่วัน ณ บ้านตีโลปะกับการร่วมกันสืบค้นการดูแลใจ ที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตแห่งความปรารถนาอันงดงามของความเป็นมนุษย์ ค้นพบแรงบันดาลใจแห่งการมีชีวิตอยู่ กระเทาะเปลือกแห่งสิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น สู่ความเป็นตัวของตัวเองที่จริงแท้ เต็มเปี่ยมและทรงพลัง สมัครเข้าร่วมกิจกรรมท่านละ ๓๐๐๐ บาท รับจำนวนจำกัดเพียง ๑๕ ท่านที่  refish@tilopahouse.com &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓. ๑๖-๒๑ กุมภาพันธ์ ดุ่มเดินบนหนทาง กับอ.ประมวล เพ็งจันทร์ และวิจักขณ์ พานิช ใน "ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์" ปฏิบัติภาวนา จาริก สนทนาธรรม และปลีกวิเวก บนวิถีอันง่ายงามท่ามกลางแมกไม้ สายน้ำ และขุนเขา สนใจติดต่อ เสมสิกขาลัย semsikkha_ram@yahoo.com &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;๔. อ่านบทสัมภาษณ์วิจักขณ์ พานิช ในนิตยสาร Secret คอลัมน์ Live&amp;Learn ฉบับมกราคม ๒๕๕๓&lt;br /&gt;๕. อ่าน "ชีวิตง่ายๆ:การแสวงหาความง่ายให้ชีวิต" โดย วรจิตรา ได้ในวารสารพลัมฉบับ "ใจที่พอ พอที่ใจ" มกราคม - มีนาคม ๒๕๕๓&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-475490129772633964?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/475490129772633964'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/475490129772633964'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2010/01/blog-post.html' title='จดหมายข่าววัชรปัญญาประจำเดือนมกราคม ๒๕๕๓'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-5923383567892443557</id><published>2009-12-17T23:43:00.001+07:00</published><updated>2009-12-17T23:43:41.420+07:00</updated><title type='text'>จดหมายข่าววัชรปัญญาประจำเดือนธันวาคม ๒๕๕๒</title><content type='html'>to my child&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;be fearless and consume the ocean.&lt;br /&gt;take a sword and slay neurosis.&lt;br /&gt;climb the mountains of dignity and subjugate arrogance.&lt;br /&gt;look up and down and be decent.&lt;br /&gt;when you learn to cry and laugh at the same time, with a gentle heart,&lt;br /&gt;all my belongings are yours,&lt;br /&gt;including your father.&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แด่ลูกรัก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ด้วยใจที่ไม่หวั่นไหว จงดื่มกินมหาสมุทร&lt;br /&gt;ไกวดาบ ฟาดฟันความวิปลาสทั้งหลาย&lt;br /&gt;ปีนป่ายขุนเขาแห่งศักดิ์ศรี และกำราบอหังการให้สิ้นซาก&lt;br /&gt;มองไปโดยรอบ ด้วยความอ่อนน้อม&lt;br /&gt;ยามที่เจ้าร้องไห้และหัวเราะได้พร้อมกัน กับหัวใจที่อ่อนโยน&lt;br /&gt;ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของพ่อได้เป็นของเจ้าแล้ว&lt;br /&gt;รวมถึงตัวพ่อเองด้วย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;โดย เชอเกียม ตรุงปะ&lt;br /&gt;วิจักขณ์ พานิช แปล&lt;br /&gt;______________________________________________&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;- ข่าวประชาสัมพันธ์ จากมณฑลวัชรปัญญาและบ้านตีโลปะ -&lt;br /&gt;http://www.tilopahouse.com&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;๑. ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ ขอเชิญชวนเพื่อนฝูงที่สนใจแลกเปลี่ยนประสบการณ์บนเส้นทาง "การศึกษาด้านใน" ของตนเองร่วมกับ Matt และ Annie สองบัณฑิตจากภาควิชาผู้นำสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนาโรปะ ในโอกาสที่ทั้งสองมาเยือนบ้านตีโลปะ วงสนทนาเริ่มบ่ายสอง พกอาหารและเครื่องดื่มใส่ปิ่นโตมากินข้าวเย็นร่วมกัน แล้วพูดคุยกันต่อถึงสามทุ่ม แจ้งเจ้าบ้านล่วงหน้าที่ refish@tilopahouse.com ไม่งั้นไม่ต้อนรับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;๒. ๒๑-๒๔ มกราคม ๒๕๕๓ ต้อนรับศักราชใหม่ด้วย "PASSION ไฟตัณหา" กับ กัญญา ลิขนสุทธ์ และวิจักขณ์ พานิช เวิร์คช็อปสี่วัน ณ บ้านตีโลปะกับการร่วมกันสืบค้นการดูแลใจ ที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตแห่งความปรารถนาอันงดงามของความเป็นมนุษย์ ค้นพบแรงบันดาลใจแห่งการมีชีวิตอยู่ กระเทาะเปลือกแห่งสิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น สู่ความเป็นตัวของตัวเองที่จริงแท้ เต็มเปี่ยมและทรงพลัง สมัครเข้าร่วมกิจกรรมท่านละ ๓๐๐๐ บาท รับจำนวนจำกัดเพียง ๑๕ ท่านที่  refish@tilopahouse.com&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓. ๑๖-๒๑ กุมภาพันธ์ ดุ่มเดินบนหนทาง กับอ.ประมวล เพ็งจันทร์ และวิจักขณ์ พานิช ใน "ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์" ปฏิบัติภาวนา จาริก สนทนาธรรม และปลีกวิเวก บนวิถีอันง่ายงามท่ามกลางแมกไม้ สายน้ำ และขุนเขา สนใจติดต่อ เสมสิกขาลัย semsikkha_ram@yahoo.com&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;๔. อ่านบทสัมภาษณ์ Heart is a Lonely Wanderer โดยพี่หมี ในนิตยสาร IMAGE ฉบับธันวาคม ๒๕๕๒&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;๕. อ่านบทสัมภาษณ์อีกชิ้น โดยฮุ้ง ในนิตยสาร Secret คอลัมน์ Live&amp;Learn ฉบับมกราคม ๒๕๕๓&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-5923383567892443557?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5923383567892443557'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5923383567892443557'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/12/blog-post_17.html' title='จดหมายข่าววัชรปัญญาประจำเดือนธันวาคม ๒๕๕๒'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-8544635244281440960</id><published>2009-12-05T00:18:00.002+07:00</published><updated>2009-12-05T00:23:13.538+07:00</updated><title type='text'>จดหมายข่าววัชรปัญญาประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒</title><content type='html'>&lt;strong&gt;วิจักขณ์ พานิช:&lt;/strong&gt; สังคมในตอนนี้หันมาตื่นเต้นกับการภาวนามาก เพราะคนมีความทุกข์มาก ความทุกข์คืออะไร การให้ความหมายอันหนึ่งที่ผมชอบก็คือ ความทุกข์คือการตัดขาด ความทุกข์เกิดเพราะเราตัดขาดจากความสัมพันธ์เชื่อมโยง เมื่อเราไม่เข้าใจว่าเราทุกข์เพราะเราตัดขาดจากตัวเอง คนอื่น ธรรมชาติ และความเป็นจริง เราก็พยายามหาบางสิ่งเข้ามาทดแทนซึ่งก็คือความสุข แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งปฏิบัติทางจิตวิญญาณ เรายิ่งหาทางเบี่ยง หาทางลัดไปสู่ความสุข โดยไม่ได้กลับมาอ่อนโยนกับตัวเอง สัมพันธ์กับตัวเอง ผู้คน ธรรมชาติ เรามัวสนใจแต่ผลลัพธ์จนหลายครั้งที่เราพยายาม ไต่ขึ้นไป เราก็ยิ่งหลงลืมว่ามีผืนดิน มีสิ่งรอบตัวที่เราควรน้อมกลับลงมาสัมพันธ์ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การภาวนาคือการฝึกที่จะอยู่กับตัวเองให้เป็น อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น อยู่กับสิ่งแวดล้อม อยู่กับฤดูกาล ความผันแปร ฉะนั้นถ้าเรามองเห็นอย่างแจ่มชัดและผ่อนคลายกับมันได้ เราก็จะเรียนรู้มันด้วยความละเอียดอ่อน การเข้าคอร์สภาวนาก็คือการจัดสถานที่ หรือสถานการณ์บางอย่างให้เราได้อยู่กับตัวเอง เพราะปกติเราอยู่กับตัวเองไม่ได้ นั่งเฉยๆแค่ ๕ นาทีก็ไม่ได้ คอร์สภาวนาคือการให้กำลังใจว่าเราทุกคนสามารถอยู่กับตัวเองได้ เทคนิควิธีการทั้งหลายที่ครูบาอาจารย์ส่งทอดต่อกันมา ก็คือการปล่อยวางความคิด จนเราสามารถที่จะนิ่งอยู่กับตัวเองได้จริงๆ ความคิดเข้ามากั้นขวางทำให้เรามองไม่เห็นความจริงที่อยู่ตรงหน้า ช่วงแรกของการฝึกเราจะเห็นว่าเรามีความคิด ความกลัว ความคาดหวังเป็นกำแพง การฝึกช่วงแรกๆ จะเต็มไปด้วยความคิด จะทำอย่างไรให้เราปล่อยวางความคิด อยู่กับความเงียบ อยู่กับเสียงต้นไม้ อยู่กับเสียงหัวใจของเราได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การมาเข้าวิปัสสนา หรือคอร์สอบรมภาวนาต่างๆ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรมชาติ จริงๆแล้วมันก็เหมือนโรงพยาบาลโรคจิต เราป่วยและต้องการการบำบัด คอร์สเหล่านี้ทำไว้สำหรับคนเมืองที่ป่วย ซึ่งผมก็ป่วยมาเช่นเดียวกัน เราเต็มไปด้วยความคิด เดินก็ลอยๆ ไม่ค่อยสัมพันธ์กับอะไร นี่คือความป่วยของคนเมืองในโลกสมัยใหม่ที่อยู่ในภาวะตัดขาดอย่างรุนแรง เราจึงมีคอร์สต่างๆ ให้เข้ามากมาย ซึ่งผมหวังว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งเราจะไม่ต้องเข้าคอร์สเหล่านี้อีกต่อไป เราสามารถเริ่มที่จะกลับมาปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เรียนรู้จากชีวิตจริง ธรรมชาติ สัมพันธ์กับผืนดินและผู้คน สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ในชีวิตจริงๆ ทำให้ชีวิตมีความหมาย มีพลัง เราต้องมองให้ออกว่าการฝึกภาวนาของเรา เราทำอะไรอยู่ ชีวิตมันเป็นเป้าหมายของมันเอง ไม่ใช่เราจะมาเอาดีทางการภาวนา แต่การภาวนาคือชีวิต คือประสบการณ์ในชีวิต ทุกความทุกข์ ทุกความสุข ถ้าเรามีพื้นฐานของการฝึกใจที่ดี ใจเราจะเปิด และมันจะเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตของเรา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;โจน จันได:&lt;/strong&gt; การภาวนาคือการเป็นปกติ ถ้าเราพูดเสียงดังก็พูดเสียงดัง ไม่ต้องทำอะไรให้มันวิจิตรพิสดาร ถ้าเราฝึกที่จะยืน เดิน นั่ง นอน จับนั้นนี่ ไป ไม่ได้คิดอะไร ก็จะเกิดความไม่ประมาททางจิต เรารู้สึกได้ว่าเราทำอะไรอยู่ เป็นชีวิตปกติประจำวัน เหยียบดินถ้าเราเหยียบอะไรที่มันแข็งเราก็หยุด มันเป็นความปกติของการมีชิวิตอยู่ แต่ก่อนผมก็เคยคิดว่าการภาวนาคือการนั่งเพื่อฝึกใจให้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ เห็นชาติที่แล้ว ชาติหน้า เห็นหวย เห็นเลข สัมผัสกับญาติพี่น้องที่ตายไปแล้ว มันกลายเป็นเรื่องที่ไกลจากตัวเอง บางครั้งก็เพลิดเพลินกับการนิ่งเหมือนจมลึกไปสู่สิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด หรือลอยไปไกล เมื่อก่อนผมติดที่จะนั่งแบบนั้น แต่มันก็อยู่แค่นั้น ไม่ได้ไปไหน เพราะเราติดกับความรู้สึกวูบวาบ กลายเป็นการภาวนาทำให้เราเสียเวลาไปอย่างน่าเสียดาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การภาวนาคือการเข้าใจการทำงานของใจตัวเองว่า เช่น ทำไมเราต้องโกรธเวลาใครพูดไม่เข้าหู ทำไมเราต้องเสียดายเวลาอะไรพรากจากเราไป เป็นการพิจารณาสืบค้นไปเรื่อยๆ ทำให้เราเห็นอะไรที่มากขึ้น จนคลี่คลายปัญหาในชีวิตได้ แต่ก่อนที่จะพิจารณาสืบค้น เราก็ต้องมีใจที่นิ่งเสียก่อน นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการภาวนา เมื่อเรานิ่งแล้วก็ใช้การพิจารณาสืบค้นปัญหาในชีวิตของเรา ผมมักพิจารณาสืบค้นกายของตัวเอง ดูว่าอะไรคือตัวเรา ผมเห็นแต่การไหลของธาตุต่างๆ ในรูปของอากาศ น้ำ อาหาร แล้วมันก็ไหลออกไป แต่เราอาจเห็นว่ามันช้ามากจนเราเข้าใจว่านี่คือตัวของเรา แต่ถ้าเรามองให้ไกลออกไป เห็นเหมือนชีวิตของผีเสื้อ จะเห็นว่าชีวิตคนเรามันไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณากายบ่อยๆ ก็เห็นว่า นี่ไม่ใช่ตัวผมนะ นี่เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของตัวผมเท่านั้นเอง ตัวผมคือพื้นดิน คือน้ำ คืออากาศด้วย มันเชื่อมโยงไหลเวียนตลอดเวลา การเข้าใจว่าตัวผมมีแค่นี้ คือการเข้าใจผิดมากๆ เพราะตัวนี้จะอยู่ไม่ได้เลยถ้าตัดขาดจากพื้นดิน อากาศ พืช สัตว์ มันอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นตัวทั้งหมดคือตัวเดียวกัน ความรู้สึกอย่างนี้ได้ทำให้ใจเราไม่กลัว หรือกังวลกับการมีชีวิตอยู่ เพราะทั้งหมดคือตัวเรา ทำให้ใจเรากว้างมากขึ้น เพราะตัวเรานี้คือส่วนที่เล็กที่สุดของตัวเราเท่านั้น เราต้องดูแลตัวเราทั้งหมด โลก ต้นไม้ อากาศ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเราเห็นความปกติของชีวิต เราก็จะไม่กลัว ใช้ชีวิตไปแบบนี้ เราใช้ชีวิตที่ไม่ทำร้ายตัวเองก็คือการไม่ทำร้ายสิ่งต่างๆ การภาวนาสำหรับผมคือการนั่งนิ่งๆ ไม่ปล่อยให้ความกลัว ความกังวล อดีตหรืออนาคตมารบกวนเรามากเกินไป ในช่วงที่สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่รบกวนเรา เราก็จะพบความนิ่ง ด้วยความนิ่งเราก็นำมาพิจารณาสืบค้น มันจะทำให้เราเห็นอะไรที่ชัด ลึก มากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด แต่ทำให้มันเบา สบาย ง่าย ผมก็ฝึกอย่างนี้มาเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิจักขณ์ พานิช:&lt;/strong&gt;  สิ่งที่เรามาฝึกกับพี่โจคือการพึ่งตัวเองทางปัจจัย ๔ ส่วนการภาวนาก็คือการกลับมาพึ่งตัวเองทางจิตวิญญาณ หลายสิ่งหลายอย่างในระบบสังคมทุกวันนี้พยายามดึงเราให้เป็นทาส แม้แต่เรื่องทางจิตวิญญาณก็เหมือนกัน ที่มักหาวิธีที่จะเล่นกับความกลัว ความอยาก ความขาดพร่องของคน คนที่ฝึกภาวนาไม่ใช่ฝึกเพื่อให้คลั่งไคล้ครู คลั่งไคล้ศาสนา คลั่งไคล้ธรรมะ แต่เป็นการค่อยๆ ปลดความจริงในตัวเรา ค่อยๆเป็นอิสระจากการพึ่งพิงสิ่งต่างๆจากภายนอก  ภาวนาที่แท้จริงคือการพึ่งตัวเอง การกลับมาเชื่อในศักยภาพของตัวเอง การปฏิบัติทางจิตวิญญาณไม่ควรทำให้เราอ่อนเปลี้ย กลัวยิ่งขึ้น ต้องเร่งตัวเองมากขึ้น หรือต้องถีบตัวเองให้สูงขึ้น นั่นดูจะไม่ใช่คุณค่าทางจิตวิญญาณ แต่เป็นการเล่นกับความกลัวเสียมากกว่า  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;โจน จันได:&lt;/strong&gt; คำว่า “อัตตาหิ อัตโนนาโถ” เป็นคำทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่คำทางโลกที่เราเข้าใจว่าการพึ่งตัวเอง ไม่พึ่งพิงคนอื่น แต่มันหมายความว่า การที่เราจะต้องเข้าใจด้วยตัวเอง ไม่มีใครที่จะพึ่งพิงได้ ตัวเราต้องทำด้วยตัวของเราเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อก่อนผมก็วิ่งตามอาจารย์ คิดว่าอาจารย์จะช่วยเราได้ หนังสือเล่มไหนว่าดี ก็ต้องอ่าน คิดว่าจะช่วยได้ แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นแค่แผนที่ที่ช่วยบอกเราว่าถ้าจะไปทางนั้น จะต้องเจอสิ่งนั้น สิ่งนี้ ฉะนั้นการที่จะเข้าใจความจริงของการมีชีวิตอยู่เราต้องเดินไปเอง การอ่านมากๆ ก็แค่เป็นเพียงคนที่รวบรวมแผนที่ เข้าหาอาจารย์ทุกอาจารย์ก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะมัวแต่ชื่นชมอาจารย์ นี้คือกำแพงที่ใหญ่มากสำหรับผมเองในอดีต แต่เมื่อลงมือทำมันไม่สูตร ไม่มีตำรา รูปแบบทั้งหมดถูก สำหรับคนบางคน รูปแบบทั้งหมดผิดสำหรับคนบางคน แล้วแต่จริตของใครเท่านั้นเอง เพราะว่าความจริงไม่มีศาสนาหรือลัทธิ แต่เป็นสิ่งสากลของการเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด ในหลายๆอาจารย์มีทั้งจริงและปลอมทำให้เราสับสนมากขึ้น แต่เรื่องจิตใจควรเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่ซับซ้อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอาจจะหลงทางก็ได้ แต่ผมรู้สึกว่าชีวิตผมเบา สบายยิ่งขึ้น แค่นี้ก็พอ เพราะผมไม่ได้คิดถึงสวรรค์ นิพพาน การบรรลุ มันแค่แสวงหาความง่ายให้ชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(จากงานอบรม "จิตวิญญาณแห่งผืนดิน" ณ สวนพันพรรณ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณนิ้งที่ช่วยถอดเทปออกมาอย่างด่วนจี๋&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-8544635244281440960?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/8544635244281440960'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/8544635244281440960'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/12/blog-post_04.html' title='จดหมายข่าววัชรปัญญาประจำเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-5082605849238978780</id><published>2009-12-05T00:16:00.001+07:00</published><updated>2009-12-05T00:18:05.648+07:00</updated><title type='text'>ของฝากจากผืนดิน</title><content type='html'>สำหรับเพื่อนๆที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนที่บ้านตีโลปะ เช่นในโอกาส "ชีวิตคือความรุนแรง" หรือ "เมล็ดพันธุ์ภาวนา" ที่จะมาถึงเร็วๆนี้ และอยากหนีบอะไรมาฝาก ขอแนะนำสิ่งต่างๆต่อไปนี้: ต้นไม้ที่รอการแยกเหล่าแยกกอ (โดยเฉพาะไม้ใบและไม้แขวน) ดินดีแถวบ้าน ฟาง ขี้ไก่ หินหรืออิฐจัดสวน เศษใบไม้แห้ง ปลา (หางนกยูง ปลาทอง) และวัสดุอุปกรณ์สำหรับจัดสวนที่มีเหลือใช้แบบไม่ต้องซื้อหาทุกชนิด&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-5082605849238978780?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5082605849238978780'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5082605849238978780'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='ของฝากจากผืนดิน'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-8521379317361531759</id><published>2009-11-20T11:18:00.006+07:00</published><updated>2009-11-23T10:27:52.003+07:00</updated><title type='text'>ขอบคุณ</title><content type='html'>ขอบคุณสำหรับทุกชีวิตที่ร่วมสรรค์สร้างบ้านตีโลปะขึ้นมาคนละเล็กละน้อยจนเป็นภาพอย่างที่ปรากฏ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณท่านตรุงปะ เร้จจี้ และลี และธรรมาจารย์ในสายธรรมทุกท่าน ผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของบ้านหลังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ่อและแม่ สำหรับความเกื้อหนุนและความเสียสละ ที่มอบบ้านหลังนี้ให้เป็นสถานที่สำหรับผู้ประพฤติธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์สุลักษณ์ สำหรับความรักและกำลังใจ ที่คอยไถ่ถามถึงความเป็นไปของบ้านหลังนี้อยู่ตลอด ขอบคุณอาจารย์ที่ให้เกียรติมาเจิมบ้าน และนำพาเอาพลังที่ดีงามเป็นจุดเริ่มต้นให้แก่บ้านตีโลปะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นภา สำหรับแรงกายและแรงใจ การอุทิศตนโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน และความอดทนต่ออุปสรรคต่างๆอย่างที่ไม่สามารถหาใครมาเสมอเหมือนได้ บ้านหลังนี้คงไม่สามารถเป็นรูปเป็นร่างได้หากปราศจากสิ่งที่นภามอบให้ด้วยชีวิต ขอบคุณสำหรับเว็บไซต์ที่งามเป็นที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่ต้อง และป้าจิตร สำหรับไม้จากบ้านลาดพร้าว ที่นำมาใช้สร้างบ้านทั้งหลัง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่หนึ่ง สำหรับมิตรภาพและกำลังใจ และสองเดือนที่ช่วยดูแลการก่อสร้างบ้านระหว่างที่ผมไปต่างประเทศ สำหรับสีบ้านอันจัดจ้าน ที่่โดนใจจนใจสั่น สำหรับการช่วยย้ายของไปมาหลายต่อหลายรอบ สำหรับการโอบอุ้มในช่วงเวลาที่ปลาไม่กระโดด และกำลังจะจมน้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำ และแอน สำหรับงานออกแบบบ้าน ที่ต้องอาศัยความอดทนต่อความเรื่องมากของเจ้าบ้านอย่างถึงที่สุด ขอบคุณน้ำที่แวะมาเยือนและดูรายละเอียดเล็กน้อยให้บ้านตีโลปะจนเสร็จสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่ยุทธ สำหรับความเต็มใจ เต็มกาย และความอดทนตลอดหลายเดือนที่มีให้กับบ้านตีโลปะ ดีใจมากที่ได้พี่ยุทธเป็นผู้คุมงานสร้างบ้านหลังนี้ หวังว่าวันหนึ่งบ้านคงจะได้ต้อนรับน้องผิงอัน และพี่นุชด้วย ขอบคุณต๋อ ที่มาช่วยดูรายละเอียดในช่วงที่พี่ยุทธไปทำหน้าที่พ่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีมช่างแสนประเสริฐ พี่จักร ลุงเบิ้ม พี่ชวน พี่เบิ่ง พี่ป๊อด พี่ต้อย และคณะ สำหรับทุกรายละเอียดของบ้าน ขอบคุณสำหรับมิตรภาพ ประสบการณ์ และความหมายของชีวิตมากมาย ที่ผมได้เรียนรู้จากการที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพี่ตลอดการสร้างบ้านหลังนี้ ขอบคุณต้นตะเบบูย่าเหลืองสองต้นที่พี่จักรหอบมาฝากจากนครนายก และขอบคุณที่ให้ได้รู้จักรสชาติของใบกระท่อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอ็ม และติ สำหรับการมาช่วยจัดบ้าน ทำความสะอาดบ้าน และเตรียมงาน อย่างไม่มีปริปากบ่น ขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่ไม่จำเป็นต้องสื่อสารออกมาด้วยคำพูดหวานๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณแม่ของนภา สำหรับการช่วยเย็บผ้าเบาะที่งดงามอย่างเรียบง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่เหมียว เพื่อนบ้านที่แสนดี สำหรับการช่วยเป็นหูเป็นตาให้ ยามที่ไม่มีใครอยู่บ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่อัญชลี สำหรับการให้เกียรติมาเป็นแขกคนแรกของบ้าน และแรงใจที่เกื้อหนุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่หลิ่ง สำหรับผ้าเบาะลายผ้าถุง ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับห้องปฏิบัติ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ กำลังใจ และการช่วยเหลือให้คำปรึกษาทางจิต ขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่งอกงามอย่างรวดเร็วในช่วงไม่นานที่ได้รู้จักกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณแขกทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยือนและมอบพลังที่ดีงามให้กับบ้าน และพลังใจอีกมากมายร้อยแปดจากทั่วทุกสารทิศที่ไม่สามารถกล่าวได้หมดสิ้นในที่นี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และท้ายที่สุด ขอบคุณเยเช ที่จะอยู่ในใจพ่อตลอดไปในทุกหลืบมุมของบ้านหลังนี้ ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ติดตามการเดินทางบทต่อไปของบ้านได้ที่&lt;br /&gt;http://www.tilopahouse.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-8521379317361531759?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/8521379317361531759'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/8521379317361531759'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/11/blog-post_19.html' title='ขอบคุณ'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-3586445234268693004</id><published>2009-11-19T12:26:00.005+07:00</published><updated>2009-11-19T12:33:48.280+07:00</updated><title type='text'>ขึี้นบ้านตีโลปะ</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SwTX6kXduRI/AAAAAAAAA-8/h_jRGoKWDCI/s1600/IMG_5309_resize.JPG"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SwTX6kXduRI/AAAAAAAAA-8/h_jRGoKWDCI/s320/IMG_5309_resize.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5405682853945915666" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SwTX6Cnf2qI/AAAAAAAAA-0/JvzZym5uOX4/s1600/PB180196_resize.JPG"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SwTX6Cnf2qI/AAAAAAAAA-0/JvzZym5uOX4/s320/PB180196_resize.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5405682844886358690" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SwTX592LLWI/AAAAAAAAA-s/jlxKWxOkQdM/s1600/PB180193_resize.JPG"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SwTX592LLWI/AAAAAAAAA-s/jlxKWxOkQdM/s320/PB180193_resize.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5405682843605740898" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SwTX5uSujHI/AAAAAAAAA-k/HLUnhUlwgu0/s1600/PB180190_resize.JPG"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SwTX5uSujHI/AAAAAAAAA-k/HLUnhUlwgu0/s320/PB180190_resize.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5405682839430532210" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SwTX5bnCstI/AAAAAAAAA-c/Vq7nj6oJ9m4/s1600/PB180183_resize.JPG"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SwTX5bnCstI/AAAAAAAAA-c/Vq7nj6oJ9m4/s320/PB180183_resize.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5405682834415465170" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SwTXR_-sUJI/AAAAAAAAA-U/u3Fc2sllydU/s1600/PB180172_resize.JPG"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SwTXR_-sUJI/AAAAAAAAA-U/u3Fc2sllydU/s320/PB180172_resize.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5405682156983570578" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-3586445234268693004?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/3586445234268693004'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/3586445234268693004'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/11/blog-post_18.html' title='ขึี้นบ้านตีโลปะ'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SwTX6kXduRI/AAAAAAAAA-8/h_jRGoKWDCI/s72-c/IMG_5309_resize.JPG' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-5316517656445071315</id><published>2009-11-02T16:27:00.003+07:00</published><updated>2009-11-02T16:30:46.400+07:00</updated><title type='text'>จดหมายข่าววัชรปัญญาประจำเดือนตุลาคม ๒๕๕๒</title><content type='html'>&lt;strong&gt;Six Illusions&lt;br /&gt;As Metaphors of Impermanence&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Look there at all the objects appearing outside,&lt;br /&gt;Fleeting visions, like last night’s dream.&lt;br /&gt;When you recall they’re dream-like, these delusions make your mind uneasy.&lt;br /&gt;Have you cut delusion at the root, Rechungpa?&lt;br /&gt;When I reflect on this, sublime Dharma comes to mind.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;When looking inward at your body,&lt;br /&gt;Transitory like a city of ghandharvas,&lt;br /&gt;Its rising and falling make your mind uneasy.&lt;br /&gt;Have you cut through [the fear of] birth and death, Rechungpa?&lt;br /&gt;When I reflect on this, sublime Dharma comes to mind.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;When looking inward at the perceiving mind,&lt;br /&gt;Fugitive like a bird in the crest of a tree,&lt;br /&gt;So restless its makes your mind uneasy.&lt;br /&gt;Have you taken a hold of mind’s secure ground, Rechungpa?&lt;br /&gt;When I reflect on this, sublime Dharma comes to mind.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;When looking inward at the breath moving inside,&lt;br /&gt;It’s impermanent like mist in the air.&lt;br /&gt;The fading and passing of mist makes your mind uneasy.&lt;br /&gt;Have you seen movement vanish on its own, Rechungpa?&lt;br /&gt;When I reflect on this, sublime Dharma comes to mind.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;When looking at these friends assembled here,&lt;br /&gt;They’re transient like crowds at a fair.&lt;br /&gt;Once gathered, they’re sure to part, making your mind uneasy.&lt;br /&gt;Have you set relations on a higher level, Rechungpa?&lt;br /&gt;When I reflect on this, sublime Dharma comes to mind.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;When looking at the wealth collected here,&lt;br /&gt;Evanescent like honey of the bees,&lt;br /&gt;Someone else enjoying your things make your mind uneasy.&lt;br /&gt;Have you opened the treasure of mind itself, Rechungpa?&lt;br /&gt;When I reflect on this, the sublime Dharma comes to mind.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;มายาแห่งความไม่เที่ยงทั้งหก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มองออกไป ยังวัตถุที่ปรากฏอยู่ภายนอก&lt;br /&gt;ภาพซึ่งพริบตาเดียวก็หายวับไป ราวกับภาพฝันในคืนก่อน&lt;br /&gt;เมื่อใดที่เธอระลึกได้ ช่างทำให้ใจอึดอัดสับสน&lt;br /&gt;เธอได้ตัดภาพลวงตาที่รากของมันแล้วหรือยัง เรชุงปะ&lt;br /&gt;เมื่อฉันได้สะท้อนถึงสิ่งนี้ ธรรมะอันลึกซึ้งเอ่อล้นขึ้นในใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อใดที่มองเข้าไปในร่างกายที่ยาววาหนาคืบ&lt;br /&gt;ปราศจากความยั่งยืนถาวร เหมือนนครแห่งคนธรรพ์&lt;br /&gt;มีขึ้นมีลง ทำให้ใจอึดอัดสับสน&lt;br /&gt;เธอได้ตัดผ่านความกลัวแห่งการเกิดและการตายแล้วหรือยัง เรชุงปะ&lt;br /&gt;เมื่อฉันได้สะท้อนถึงสิ่งนี้ ธรรมะอันลึกซึ้งเอ่อล้นขึ้นในใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อใดที่มองเข้าไปในจิตรับรู้&lt;br /&gt;ไร้หลักเหมือนนกบนยอดต้นไม้&lt;br /&gt;ไม่เคยมีเวลาได้หยุดพัก ทำให้ใจอึดอัดสับสน&lt;br /&gt;เธอได้สร้างพื้นที่อันปลอดภัยในจิตบ้างแล้วหรือยัง เรชุงปะ&lt;br /&gt;เมื่อฉันได้สะท้อนถึงสิ่งนี้ ธรรมะอันลึกซึ้งเอ่อล้นขึ้นในใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อใดที่มองเข้าไปในลมหายใจที่เคลื่อนไหวอยู่ภายใน&lt;br /&gt;ผันแปรเปลี่ยนไป ราวกับไอหมอกในอากาศ&lt;br /&gt;การเลือนหายไปของมัน ทำให้ใจอึดอัดสับสน&lt;br /&gt;เธอได้เห็นการเคลื่อนไหวจางคลายไปด้วยตัวของมันเองแล้วหรือยัง เรชุงปะ&lt;br /&gt;เมื่อฉันได้สะท้อนถึงสิ่งนี้ ธรรมะอันลึกซึ้งเอ่อล้นขึ้นในใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อใดที่มองไปยังหมู่เพื่อนที่รวมตัวกันอยู่ที่นี่&lt;br /&gt;ประเดี๋ยวประด๋าว ราวกับฝูงชนในตลาดนัด&lt;br /&gt;ครั้นมาเจอกัน ก็ต้องจากกันไป ทำให้ใจอึดอัดสับสน&lt;br /&gt;เธอได้ตั้งความสัมพันธ์ไว้ในความหมายที่สูงพอแล้วหรือยัง เรชุงปะ&lt;br /&gt;เมื่อฉันได้สะท้อนถึงสิ่งนี้ ธรรมะอันลึกซึ้งเอ่อล้นขึ้นในใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อใดที่มองไปที่ความมั่งคั่ง อันได้ถูกสะสมไว้ที่นี่&lt;br /&gt;จางใสแทบมองไม่เห็นเหมือนน้ำผึ้ง&lt;br /&gt;ใครจะมามีสุขกับสิ่งของของเธอ ทำให้ใจอึดอัดสับสน&lt;br /&gt;ทว่าเธอได้เปิดขุมทรัพย์ล้ำค่าแห่งใจตนแล้วหรือยัง เรชุงปะ&lt;br /&gt;เมื่อฉันได้สะท้อนถึงสิ่งนี้ ธรรมะอันลึกซึ้งเอ่อล้นขึ้นในใจ...&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มิลาเรปะ&lt;br /&gt;แปลโดย วิจักขณ์ พานิช&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-5316517656445071315?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5316517656445071315'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5316517656445071315'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='จดหมายข่าววัชรปัญญาประจำเดือนตุลาคม ๒๕๕๒'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-8977871112917395073</id><published>2009-10-28T10:06:00.003+07:00</published><updated>2009-10-28T10:20:18.160+07:00</updated><title type='text'>ชีวิตกับความรุนแรง</title><content type='html'>ชื่องานดูน่ากลัว แต่ไม่มีอะไรน่ากลัวนอกจากใจตัวเองในบางที&lt;br /&gt;มารู้จักแขกของบ้านตีโลปะ อัญชลี คุรุธัช &lt;br /&gt;อดีตประธานองค์กรพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพโลก&lt;br /&gt;(Buddhist Peace Fellowship)&lt;br /&gt;กับประสบการณ์การทำงาน เพื่อผู้ลี้ภัย ชนกลุ่มน้อย &lt;br /&gt;และผู้ถูกกดขี่ข่มเหง มากว่า ๒๐ ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ้านรับน้ำหนักได้จำกัด เพียง ๒๐ คนเท่านั้น &lt;br /&gt;สำรองที่นั่งด้วยตนเองวันนี้ ขอทีอย่าเหน็บใครมา&lt;br /&gt;บอกกันไว้ล่วงหน้า&lt;br /&gt;ที่ refish@tilopahouse.com&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.tilopahouse.com/108/taxonomy/term/2"&gt;&lt;br /&gt;รายละเอียดเพิ่มเติม&gt;&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-8977871112917395073?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/8977871112917395073'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/8977871112917395073'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/10/blog-post_27.html' title='ชีวิตกับความรุนแรง'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-6411105121684287050</id><published>2009-10-21T11:54:00.003+07:00</published><updated>2009-10-21T11:56:47.459+07:00</updated><title type='text'>...</title><content type='html'>do you want to know what you really are?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;let it unfold.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-6411105121684287050?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/6411105121684287050'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/6411105121684287050'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/10/blog-post_2671.html' title='...'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-2123357467875208746</id><published>2009-10-21T10:51:00.004+07:00</published><updated>2009-10-21T11:22:20.255+07:00</updated><title type='text'>เสียงเพรียกจากผืนดิน</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/St6GjaRdz8I/AAAAAAAAA9s/CHKhtkQ97tE/s1600-h/2_resize.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 240px; height: 320px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/St6GjaRdz8I/AAAAAAAAA9s/CHKhtkQ97tE/s320/2_resize.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5394897346542555074" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/St6GjWt51HI/AAAAAAAAA90/fjOeDGD-eXw/s1600-h/3_resize.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 240px; height: 320px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/St6GjWt51HI/AAAAAAAAA90/fjOeDGD-eXw/s320/3_resize.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5394897345588089970" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/St6GkZ_JLYI/AAAAAAAAA-M/XNxhn8n361Q/s1600-h/5_resize.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 213px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/St6GkZ_JLYI/AAAAAAAAA-M/XNxhn8n361Q/s320/5_resize.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5394897363645574530" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/St6GkE296PI/AAAAAAAAA-E/yINu-RLXxgw/s1600-h/1_resize.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/St6GkE296PI/AAAAAAAAA-E/yINu-RLXxgw/s320/1_resize.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5394897357974137074" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/St6GjkjkPpI/AAAAAAAAA98/0FD8thI2dfc/s1600-h/4_resize.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 240px; height: 320px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/St6GjkjkPpI/AAAAAAAAA98/0FD8thI2dfc/s320/4_resize.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5394897349302828690" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;is it a good retreat?&lt;br /&gt;is it a bad retreat?&lt;br /&gt;is there gonna be a better retreat?&lt;br /&gt;or better gurus out there?&lt;br /&gt;how about a perfect path?&lt;br /&gt;with powerful meditation techniques?&lt;br /&gt;a great lineage of the awakened ones?&lt;br /&gt;have you received great teachings?&lt;br /&gt;great meditative experiece?&lt;br /&gt;great wisdom? &lt;br /&gt;or a great life?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;all seems to appear simplier than that.&lt;br /&gt;in an easy life,&lt;br /&gt;an easy path,&lt;br /&gt;an easy way,...the sacred way.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;only you take deep roots into the earth,&lt;br /&gt;the unconditional space of the earth.&lt;br /&gt;...&lt;br /&gt;and begin &lt;br /&gt;to connect.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ชีวิตง่ายๆ"/ "ภาวนากับผืนดิน"&lt;br /&gt;กับ โจน จันใด และ วิจักขณ์ พานิช&lt;br /&gt;๙ - ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๒&lt;br /&gt;สวนพันพรรณ, แม่แตง&lt;br /&gt;เชียงใหม่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-2123357467875208746?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/2123357467875208746'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/2123357467875208746'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/10/blog-post_20.html' title='เสียงเพรียกจากผืนดิน'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/St6GjaRdz8I/AAAAAAAAA9s/CHKhtkQ97tE/s72-c/2_resize.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-1240301899293866885</id><published>2009-10-03T14:50:00.002+07:00</published><updated>2009-10-28T10:25:34.772+07:00</updated><title type='text'>จดหมายข่าววัชรปัญญาประจำเดือนกันยายน ๒๕๕๒</title><content type='html'>เริ่มต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาด้วย “น้อมใจรับใช้ผืนดิน” งานฝึกอบรมที่ผมทำคู่กับพี่เล็ก ปรีดา เต็มๆเป็นครั้งแรก กิจกรรมภาวนาควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจประเด็นทางสังคม ตระหนักถึงพลังชีวิตจากการทำงานด้านใน ฝึกจิตฝึกใจของเราแต่ละคน ที่ผลิล้นออกมาเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตร่วมกับผู้คนในสังคมในแบบของเราเอง “ไม่ใช่ข้างนอก” ที่การทำงานเพื่อสังคมไม่ได้ทำไปเพื่อหวังผลใดๆในการเสริมสร้างตัวตน แม้แต่ความเป็นคนดีมีคุณค่า หรือ ผู้ทำประโยชน์แก่สังคม และ “ไม่ใช่ข้างใน” ที่การฝึกใจไม่ได้เป็นไปอย่างหมกมุ่น ดูจิต แก้กรรม ทำกุศล จนเลยเถิดกลายเป็นการสร้างอัตตาทางจิตวิญญาณที่ก้าวร้าวแยกขาดจากความอ่อนน้อมต่อโลก &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กิจกรรมการออกไปจาริกดูใจในสถานการณ์จริง วางใจในความเป็นไปอันแสนโกลาหล และตระหนักถึงข้อจำกัดในตัวเราที่กั้นขวางจากการ “น้อมใจ” ต่อผู้คนได้อย่างธรรมดาสามัญ  สถานะ การศึกษา ภาษา ท่าที บุคลิก คุณค่า ความเชื่อ ความกลัว ความคาดหวัง... สิ่งละอันพันละน้อยที่เราเกี่ยวเกาะขึ้นเป็นตัวเรา ยึดแน่นจนไม่สามารถปล่อยสู่ความเปลือยเปล่าในสถานการณ์การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนตรงหน้าได้อย่างแท้จริง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;น้อมใจรับใช้ผืนดิน นำคำถามง่ายๆที่ว่าเราแต่ละคนเกิดมาทำไมในผืนดินนี้ และเราศิโรราบให้กับการเกิดมาเหยียบอยู่บนผืนดินนี้จริงๆแล้วหรือ กับเรื่องราวชีวิตของแต่ละคนที่ได้เสกสร้างสีสันอันหลากหลายตามแต่เหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ชีวิตที่มีสุขทุกข์ มีความงามและความมืดหม่นที่เปลี่ยนแปลงพลิกผลันได้ในพริบตาเดียว และนั่นคือชีวิตกับการภาวนา กับการน้อมนำทุกประสบการณ์เป็นส่วนหนึ่งของการสัมพันธ์ต่อกันในฐานะเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย และเข้าใจธรรมชาติแห่งการเวียนว่ายที่ไม่จบไม่สิ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ท่ามกลางความโหยหาทางจิตวิญญาณในสังคมไทยที่คุกรุ่นเสียเหลือเกิน ลัทธิ ความเชื่อ และวิถีปฏิบัติทางจิตวิญญาณแปลกใหม่ที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ด เราจะวางใจกันอย่างไร เราจะมีใครหรือสิ่งใดเป็นที่พึ่ง อะไรถูก อะไรผิด อะไรแท้ อะไรเทียม ก่อนที่จะไปถึงคำถามเหล่านั้น พื้นฐานของการน้อมใจลงสัมผัสดิน จริงใจและสัตย์ซื่อต่อสิ่งที่ตนเองเป็น น่าจะเป็นพื้นฐานที่ผู้ฝึกทุกคนควรสดับรับฟัง เสียงภายในที่จริงแท้อันปราศจากการเกาะเกี่ยวกับสิ่งใดภายนอกอันเป็นสมมติ นอกจากผืนดินอันเป็นเนื้อเป็นตัว และผืนฟ้าอันเปิดกว้างเสมอเพียงสองตีนเราสัมผัสพื้นขณะที่ก้าว  จริงอยู่ที่ว่าศรัทธาคือกำลัง แต่พึงจำไว้เสมอว่า ศรัทธาในทุกประสบการณ์ชีวิตอันเป็นภาพสะท้อนของจิต คือ ศรัทธาสูงสุดที่ผู้ปฏิบัติพึงมี ส่วนเทคนิควิธีการมีไว้เพียงเพื่อให้เราอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเราได้ก็เท่านั้น &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การแลกเปลี่ยนสื่อสารเรื่องราวทางจิตวิญญาณจากประสบการณ์ตรงก็ยังคงดำเนินกันต่อไป  เป็นไปอย่างที่เป็นไป ทุกอย่างก็คงทำเท่าที่ทำได้ ไม่น้อยไม่มากเกินกว่าที่พื้นที่ของใจจะพอเปิดรับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บ้านตีโลปะ ๑๐๘ /๑&lt;br /&gt;๒ ตุลาคม ๕๒&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;______________________________&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;-ข่าวฝากจากมณฑลวัชรปัญญา และบ้านตีโลปะ-&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;๑. ๗-๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ "ง่ายงามในความธรรมดา" กับ วิจักขณ์ พานิช  คอร์สภาวนาระยะสั้น ๒ วัน สำหรับคนทำงาน เรียนรู้พื้นฐานการภาวนาและปรับทัศนคติต่อการเดินทางด้านในให้อ่อนโยนกับตัวเองมากขึ้น สมัครได้ที่เสมสิกขาลัย 02-314 7385 ถึง 6 หรือ semsikkha_ram@yahoo.com รับเพียง ๓๐ ท่านเท่านั้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;๒. ๒๑-๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ "ชีวิตกับความรุนแรง" กับ อัญชลี คุรุธัช (และ วิจักขณ์ พานิช) ณ บ้านตีโลปะ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มาเปิดใจร่วมกันเรียนรู้และใคร่ครวญถึงปัญหาการใชัความรุนแรงกับคนใกล้ตัว ฟังเรื่องราวชีวิตของผู้คนที่ถูกทำร้าย เห็นถึงความเข้มแข็งของพวกเขาในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความปลอดภัย และเพื่อชีวิตที่ดีกว่า ทำความเข้าใจกับลักษณะและรูปแบบของความรุนแรง รวมทั้งผลกระทบที่ความรุนแรงเหล่านี้มีต่อเด็ก ชุมชน และสังคม  จากประสบการณ์การทำงานเพื่อผู้ลี้ภัย ผู้คนด้อยโอกาส และผู้ประสบเคราะห์กรรม ของวิทยากร คุณอัญชลี คุรุธัช อดีตประธาน Buddhist Peace Fellowship (BPF)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓. อ่านบทสัมภาษณ์ "ชีวิตคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์: บนหนทางภาวนาของวิจักขณ์ พานิช" ในสานแสงอรุณ ฉบับเดือนก.ย.-ต.ค. ศกนี้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-1240301899293866885?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/1240301899293866885'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/1240301899293866885'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='จดหมายข่าววัชรปัญญาประจำเดือนกันยายน ๒๕๕๒'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-8967534943490831628</id><published>2009-09-30T18:58:00.004+07:00</published><updated>2009-09-30T19:18:42.757+07:00</updated><title type='text'>เผชิญอย่างเทพ</title><content type='html'>&lt;strong&gt;- ในนาทีที่มีปัญหารุมเร้า แต่เรายังต้องให้ความเฮฮากับทุกคนอยู่ ณ ตรงนั้นปรับเปลี่ยนความรู้สึกอย่างไร?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้  ให้ตายห่าเลย ไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย รู้ก็รู้ว่าปัญหารออยู่ข้างหลัง แต่เราก็เชื่อในคำพระท่านว่า "เมื่อสติมา ปัญญาเกิด" ใจเย็นๆไว้ ปัญหาจะเข้ามาชนก็ชนไป ปังๆ หลบหลีกบ้าง ล้มบ้างก็ได้ เดี๋ยวเราก็ลุกขึ้นมาใหม่ได้ ทุกอย่างในโลกมันไม่จริง เป็นของปลอมๆหมด ปัญหา ชีวิต ทุกข์ ผิดพลาดไปก็แก้ไขไปเดี๋ยวก็จบ ยกตัวอย่างว่า มึงจะฟ้องกูล้มละลาย ก็ฟ้องไป เป็นแค่คำที่ให้มา เดี๋ยวก็แก้ไขได้ ไม่ต้องไปเดือดร้อนอะไรมาก เคลียร์กันสิ เราก็ไม่ได้หนีหายไปไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- พวกพ้อง พ่อแม่พี่น้อง เรามี   แต่มนุษย์เราต้องแสวงหาด้วยชีวิตตัวเราเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- คนเราคิดมากไปรึเปล่า? พยายามคิดอะไรให้เป็นระบบ หาเรื่องยุ่งมาให้ตัวเองมากไปหรือเปล่า คุณจะรู้เหรอว่าวันข้างหน้ามันจะเป็นยังไง หรือทำไมต้องเอาเรื่องราวมากมายไปยัดเยียดให้เด็ก อยากถามหน่อยว่าเรารู้เท่ามันเหรอ อย่าเอาความโง่ไปให้เด็กเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- เราต้องรู้จักเผื่อใจนะ ว่าเดี๋ยวก็อาจจะเจ็บอีก เพราะไอ้ที่เราเรียนรู้มาแล้วมันแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตเท่านั้นเอง อนาคตข้างหน้าใครจะรู้ว่าจะเจออะไรอีก แต่เรื่องทุกอย่างมันลองได้ ถ้าตัวเราคิดว่าดี ก็ทำออกไปเลยร้อยเปอร์เซนต์ คนอื่นจะมองยังไงไม่รู้ ถ้าสิ่งผิดพลาดไม่มีประโยชน์อะไรกับเราเลย เราก็คงไม่ได้มาถึงตรงนี้ เงินทองเป็นของนอกกาย กำไรชีวิตสิเก็บไว้ได้!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จาก สัมภาษณ์สุเทพ โพธิ์งาม "ชีวิตที่อยู่อย่างเทพ" &lt;br /&gt;Maxim ตุลาคม ๒๐๐๙&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-8967534943490831628?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/8967534943490831628'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/8967534943490831628'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/09/blog-post_30.html' title='เผชิญอย่างเทพ'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-5003676389857790733</id><published>2009-09-16T07:49:00.000+07:00</published><updated>2009-09-15T07:58:46.486+07:00</updated><title type='text'>ฆ่ากันเพราะรัก</title><content type='html'>คนเราฆ่ากันเพราะความรักได้จริงๆ&lt;br /&gt;รักกันมาก จนถึงจุดที่ว่า &lt;br /&gt;ถ้าฉันไม่ได้หัวใจของเธอมา เธอก็ตายไปเสียดีกว่า&lt;br /&gt;หารู้ไม่ว่า &lt;br /&gt;หัวใจทำได้แค่สัมผัสและให้ความรักความปรารถนาดีต่อกันเท่านั้น&lt;br /&gt;หาใช่เป็นที่กักขังความรัก&lt;br /&gt;หรือหน่วงเหนี่ยวอิสรภาพแห่งความสัมพันธ์ไม่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-5003676389857790733?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5003676389857790733'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5003676389857790733'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/09/blog-post_14.html' title='ฆ่ากันเพราะรัก'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-5122489302671572909</id><published>2009-09-14T23:03:00.005+07:00</published><updated>2009-09-14T23:17:39.973+07:00</updated><title type='text'>warrior's heart</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/Sq5pXRTXbqI/AAAAAAAAA9k/7FlElJLtsSI/s1600-h/pic_resize.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/Sq5pXRTXbqI/AAAAAAAAA9k/7FlElJLtsSI/s320/pic_resize.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5381354453256859298" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;i'll bring pain and joy into harmony within my broken tender heart.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;picture given to me by Regan Halas &lt;br /&gt;at the end of VTI 09&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-5122489302671572909?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5122489302671572909'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5122489302671572909'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/09/warriors-discipline.html' title='warrior&apos;s heart'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/Sq5pXRTXbqI/AAAAAAAAA9k/7FlElJLtsSI/s72-c/pic_resize.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-5883684992100930388</id><published>2009-09-14T00:25:00.006+07:00</published><updated>2009-09-14T00:56:01.789+07:00</updated><title type='text'>คำถาม</title><content type='html'>หากเราต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกับคนเหล่านี้&lt;br /&gt;เป็นเมียฆาตกรฆ่าข่มขืน เป็นสามีหญิงมีชู้ &lt;br /&gt;เป็นลูกนักการเมืองโกงกิน &lt;br /&gt;เป็นแม่ของลูกที่คิดจะฆ่าแม่ตัวเอง...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจะอยู่ร่วมกับเขาอย่างไร&lt;br /&gt;เราจะสัมพันธ์กับเขาอย่างไร&lt;br /&gt;ด้วยความรักในหัวใจที่ปรารถนาดีต่อเขา&lt;br /&gt;กับจุดยืนและความต้องการของเราที่ต่างออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจะอยู่กับสถานการณ์นี้อย่างไร&lt;br /&gt;เราจะรักษาอิสรภาพของใจเราไว้ได้อย่างไร&lt;br /&gt;เราจะรักคนที่เขาไม่รู้จักความหมายของความรักได้อย่างไร&lt;br /&gt;เราจะให้อภัยคนที่เขาไม่รู้จักความหมายของคำว่าให้อภัยได้อย่างไร&lt;br /&gt;เราจะเคารพคนที่เขาไม่เคยเคารพใครแม้แต่ตัวเองได้อย่างไร&lt;br /&gt;เราจะให้อย่างไม่มีเงื่อนไขได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยากชิบหาย&lt;br /&gt;แต่นั่นดูจะเป็นหนทางเดียว...&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-5883684992100930388?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5883684992100930388'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5883684992100930388'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/09/blog-post_13.html' title='คำถาม'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-4919673509790610714</id><published>2009-09-11T08:56:00.003+07:00</published><updated>2009-09-11T09:12:54.039+07:00</updated><title type='text'>เปลี่ยนใครไม่ได้</title><content type='html'>เราคาดหวังให้ใครเปลี่ยนไม่ได้หรอก&lt;br /&gt;คนเราในชีวิตหนึ่งๆ เปลี่ยนจริงๆน้อยมาก&lt;br /&gt;ส่วนใหญ่ก็คงเดิมในสิ่งที่มีอยู่แล้ว&lt;br /&gt;สิ่งที่อาจจะมีคุณค่าและความหมายที่สุกสว่างมากขึ้น&lt;br /&gt;หากยอมรับถึงความมีอยู่ของมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครมีแนวโน้มความกะล่อน&lt;br /&gt;จะไปดุด่า และบอกให้เขาปรับปรุงตัว คงยาก&lt;br /&gt;ความกะล่อนก็คงจะอยู่ของมันต่อไป&lt;br /&gt;และคงมีประโยชน์บ้าง หากเขารู้ตัวถึงแนวโน้มนั้นของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่มีแนวโน้มที่จะทำร้ายคนอื่นทั้งทางกายและวาจา&lt;br /&gt;ก็เช่นกัน จะบอกให้เขาปรับปรุงตัว คงยาก&lt;br /&gt;เราก็ทำได้แค่แสดงความรู้สึกและความต้องการของเรา&lt;br /&gt;จากสิ่งที่เราสัมผัส&lt;br /&gt;และหาระยะห่างที่เหมาะสมในความสัมพันธ์&lt;br /&gt;เราคงทำได้เพียงเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะทั้งหมดก็เป็นเรื่องของเขา &lt;br /&gt;ที่คงต้องเรียนรู้ผลจากสิ่งที่เขาเป็น ด้วยประสบการณ์ของเขาเอง&lt;br /&gt;อย่าได้คิดไปเปลี่ยนใครเลย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-4919673509790610714?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/4919673509790610714'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/4919673509790610714'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/09/blog-post_10.html' title='เปลี่ยนใครไม่ได้'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-2129811160154316397</id><published>2009-09-10T10:40:00.003+07:00</published><updated>2009-09-10T10:49:05.226+07:00</updated><title type='text'>หมายเหตุ</title><content type='html'>คอร์สจิตวิญญาณแห่งผืนดินที่เชียงใหม่กับพี่โจ คนสมัครน้อย จนมีแนวโน้มว่าจะอาจต้องล้มเลิก ซึ่งเราเองก็แอบเสียดายอยู่ลึกๆ แต่หากในโค้งสุดท้าย ยังมีใครที่สนใจแล้วยังไม่ได้ส่งอีเมล์มาแจ้ง อาจจะมาไม่ครบทุกวัน หรือ ขัดสนประการใดเรื่องค่าสมัคร ก็ขอให้กระซิบมาได้ที่ shambhala04@gmail.com &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆแล้วคอร์สนี้วิทยากรทั้งสองคนมีความตั้งใจมาก เราถึงขนาดเดินทางขึ้นไปคุยกับพี่โจที่สวนพันพรรณ พี่โจบอกว่า แกไม่ค่อยได้เปิดคอร์สอบรมให้กับคนไทยมากเท่าที่ควร จะมีก็แต่คนที่มาขอดูงานเป็นกลุ่มจากที่ต่างๆ แกอยากทำอะไรให้สังคมไทย และเยาวชนไทยมากขึ้น (มีคนมักครหาว่าแกคบแต่กับฝรั่ง)ส่วนในส่วนของเราก็อยากจะมีโอกาสได้จัดคอร์สภาวนาระยะยาวขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ก็ลองดูที่ ๙ วัน ซึ่งด้วยสถานที่ของสวนพันพรรณ ก็น่าจะเอื้อต่อการประสานภาวนาเข้ากับการใช้ชีวิตอย่างติดดินร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น สวนพี่โจยังใกล้กับป่า ที่น่าจะได้ลองพาเพื่อนๆเข้าไปสัมผัสกับการฝึกภาวนาในป่า เข้าฝึกเดี่ยวเผชิญความกลัวในนั้นกันซักคืนสองคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไงก็ขอเชื้อเชิญนะครับ ไม่อยากให้คอร์สนี้ล่มจริงๆ แต่ก็เข้าใจดีถึงข้อจำกัดทั้งทางค่าสมัคร ระยะทาง และระยะเวลา ทว่าก็อยากให้ทุกคนที่สนใจได้บอกความต้องการของตัวเองมาก่อน หากอยากเข้าร่วมจริงๆเราค่อยมาหาทางออกร่วมกันครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-2129811160154316397?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/2129811160154316397'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/2129811160154316397'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/09/blog-post_09.html' title='หมายเหตุ'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-8450780207199126845</id><published>2009-09-08T23:27:00.001+07:00</published><updated>2009-09-09T15:02:54.324+07:00</updated><title type='text'>ก้าวทีละก้าว</title><content type='html'>สวนกระแสก้าวๆๆ (090909) ด้วยการมาก้าวทีละก้าว (919) &lt;br /&gt;กับ ชุมนุมโยคีและโยคินี ครั้งที่ ๖ ไม่ใช่ครั้งที่ ๙  &lt;br /&gt;วันเสาร์ที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๒&lt;br /&gt;ณ เรือนร้อยฉนำ สวนเงินมีมา&lt;br /&gt;๘.๓๐ ถึง ๑๗.๐๐ น.&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เช้าจดเย็นกับการนั่งเฉยๆร่วมกับเพื่อนร่วมทางที่เคยเจอกันมาในหลากหลายโอกาส&lt;br /&gt;ใครจะมาก็มา ขอให้รู้ว่า  "แค่มาภาวนากัน" &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สำรองที่ล่วงหน้าด้วยตนเอง &lt;br /&gt;ส่งอีเมล์มาที่ shambhala04@gmail.com &lt;br /&gt;ระบุที่หัวอีเมล์ว่า “ก้าวทีละก้าว” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่าผ่านประตู: ช่วยลงขันกันคนละนิดละหน่อยตามกำลังก็แล้วกัน &lt;br /&gt;จำนวน: ไม่เกินสี่สิบเก้า &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมมา: &lt;br /&gt;๑. สายรัดเข่า, เข็มขัด, หรือ ผ้าขาวม้า &lt;br /&gt;๒. อาหาร/ ของว่าง/ ของแจก สำหรับแบ่งปันเพื่อนๆโยคีและโยคินี (ถ้ามี) &lt;br /&gt;๓. เบาะรองก้นที่คุณนั่งถนัดถนี่ (ถ้ามี) &lt;br /&gt;๔. (กับ) เนื้อกับตัว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ไม่ควรเอามา: รถยนต์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรือนร้อยฉนำ สวนเงินมีมา: เลขที่ ๖๖๖ ถ.เจริญนคร เป็นตรอกห้องแถว &lt;br /&gt;อยู่ระหว่างซ.เจริญนคร ๒๑ กับ ๒๒ ฝั่งตรงข้ามมีปั๊มเชลล์ ข้างๆมีอู่ซ่อมรถ และธนาคารไทยพาณิชย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แผนที่ตามลิงค์ข้างล่าง &lt;br /&gt;http://www.semsikkha.org/semmain/images/map/roychanum.jpg &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเจอกันครับ &lt;br /&gt;วิจักขณ์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-8450780207199126845?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/8450780207199126845'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/8450780207199126845'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/09/blog-post_08.html' title='ก้าวทีละก้าว'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-862374759624459997</id><published>2009-09-08T08:30:00.005+07:00</published><updated>2009-09-08T08:57:46.012+07:00</updated><title type='text'>มอง</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SqW4r6o4XXI/AAAAAAAAA8U/Fjm5-hV9Fr4/s1600-h/buddha_portrait_re.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 236px; height: 320px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SqW4r6o4XXI/AAAAAAAAA8U/Fjm5-hV9Fr4/s320/buddha_portrait_re.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5378908394578533746" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราต่างก็ต้องการมองเห็นสิ่งต่างๆอย่างชัดเจน&lt;br /&gt;ปราศจากผลกระทบให้บิดเบี้ยวจากอคติ&lt;br /&gt;บิดพลิ้วจากความหวัง&lt;br /&gt;บิดเบือนจากความกลัว&lt;br /&gt;...&lt;br /&gt;เราต่างก็ต้องการมองเห็นตัวเองและผู้อื่นตามที่เป็นจริง&lt;br /&gt;ต่างก็อยากโบยบินเป็นอิสระ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ขณะเดียวกัน&lt;br /&gt;เราก็เพียงต้องการมองสิ่งที่อยากมอง&lt;br /&gt;ปราศจากการศิโรราบให้กับสิ่งใด&lt;br /&gt;...&lt;br /&gt;เราบอกตัวเองว่า "ไม่พร้อม"&lt;br /&gt;โลกที่เป็นจริง สว่างเกินไป&lt;br /&gt;เจ็บเกินไปที่จะมอง&lt;br /&gt;เจ็บเกินไปที่จะยอมปล่อยบางสิ่งบางอย่าง&lt;br /&gt;ที่เราหวงแหนยิ่งกว่าชีวิต&lt;br /&gt;...&lt;br /&gt;แล้วเราก็ได้สูญเสียชีวิต&lt;br /&gt;ได้สูญเสียศักยภาพของการมอง&lt;br /&gt;ได้สูญเสียมิตรภาพกับสิ่งที่เป็นจริง&lt;br /&gt;ทั้งๆที่เห็นแสงสว่าง&lt;br /&gt;และความเป็นไปได้ในตัวเองอยู่รำไร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-862374759624459997?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/862374759624459997'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/862374759624459997'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/09/blog-post_07.html' title='มอง'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SqW4r6o4XXI/AAAAAAAAA8U/Fjm5-hV9Fr4/s72-c/buddha_portrait_re.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-7839663064914861607</id><published>2009-09-07T07:38:00.003+07:00</published><updated>2009-09-07T07:45:27.769+07:00</updated><title type='text'>น้อมใจรับใช้ผืนดิน</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SqRXf1wTHhI/AAAAAAAAA8M/2NpZW8iH31U/s1600-h/P9060098_resize.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 240px; height: 320px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SqRXf1wTHhI/AAAAAAAAA8M/2NpZW8iH31U/s320/P9060098_resize.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5378520059504434706" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SqRWYe1VNzI/AAAAAAAAA7k/e5cUNjmeui4/s1600-h/pano1.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 173px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SqRWYe1VNzI/AAAAAAAAA7k/e5cUNjmeui4/s320/pano1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5378518833580816178" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SqRWYo2s1TI/AAAAAAAAA7s/sSLWGqMhCTs/s1600-h/pano2.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 176px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SqRWYo2s1TI/AAAAAAAAA7s/sSLWGqMhCTs/s320/pano2.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5378518836270912818" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SqRWZF6toSI/AAAAAAAAA70/QcQrrC_cnvY/s1600-h/pano3.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 175px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SqRWZF6toSI/AAAAAAAAA70/QcQrrC_cnvY/s320/pano3.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5378518844072370466" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SqRXfl20h5I/AAAAAAAAA8E/N1GT8PTm7Tk/s1600-h/P9060099_resize.JPG"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SqRXfl20h5I/AAAAAAAAA8E/N1GT8PTm7Tk/s320/P9060099_resize.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5378520055236822930" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"น้อมใจรับใช้ผืนดิน"&lt;br /&gt;ภาวนากับการรับใช้สังคม&lt;br /&gt;๒-๖ กันยายน ๒๕๕๒&lt;br /&gt;กับ ปรีดาเรืองวิชาธร และ วิจักขณ์ พานิช&lt;br /&gt;ณ อาศรมวงศ์สนิท นครนายก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-7839663064914861607?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/7839663064914861607'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/7839663064914861607'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/09/blog-post_06.html' title='น้อมใจรับใช้ผืนดิน'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_SOE5gVaJsyk/SqRXf1wTHhI/AAAAAAAAA8M/2NpZW8iH31U/s72-c/P9060098_resize.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-175468454241892436</id><published>2009-09-01T16:20:00.003+07:00</published><updated>2009-09-01T16:33:54.960+07:00</updated><title type='text'>จดหมายข่าววัชรปัญญาประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒</title><content type='html'>&lt;strong&gt;บทนำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;งวลล &lt;strong&gt;กลลวง&lt;/strong&gt;: ชีวิตและคำสอนของมหาสิทธานาโรปะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย วิจักขณ์ พานิช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามที่ดี คือคำถามที่รู้สึกดีที่ได้ถาม แต่หาได้มีคำตอบตายตัวให้เราได้พึงใจในทันทีไม่ ชีวิตทางจิตวิญญาณคือชีวิตที่อุดมไปด้วยคำถามเหล่านั้น ดังที่พระบรมศาสดาได้แสดงเป็นแบบอย่างของผู้แสวงหาความจริง ที่ไม่ตอแหล ไม่ดัดจริต และไม่ ”ปกติ”  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าแปลกที่“แรงดลใจ” ของคน คนหนึ่งกลับเป็นอะไรที่อยู่ในรูปของคำถามเช่นเดียวกัน เพราะอะไรที่ใจถูกดลก็มักจะอยู่เหนือตรรกะเหตุผล จนนำใจเราไปสู่การเดินทางแสวงหา สัมผัสและดื่มด่ำไปในประสบการณ์การลองผิดลองถูกของคนเดินดินธรรมดาคนหนึ่ง ที่เราก็ไม่ยักรู้ว่าเป้าหมาย หรือคำตอบสุดท้ายของมันคืออะไร หากใครถามเราว่ามีแรงดลใจอะไรในชีวิต นั่นเป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะมันเป็นคำถามที่นำไปสู่คำถามอันรู้สึกดีที่ได้ถาม นั่นคือ “แรงดลใจ”  ที่คงปราศจากคุณค่าและไร้ซึ่งเนื้อหาสาระ หากใจยังกล้าๆกลัวๆที่จะออกเดินทางสู่ทิศตะวันออกที่ทอดยาวรอเราอยู่เบื้องหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เข็มทิศรู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด กับหลักธรรมที่เราศึกษาร่ำเรียนกันมาเป็นอย่างดี จำเป็นต้องถูกซึมซับเข้าไปอยู่ในเนื้อในตัว จนสลายขั้วกลายเป็นความนุ่มนวลอ่อนโยน ต่อทุกประสบการณ์ชีวิต และต่อทุกผู้คนที่ผ่านเข้ามาอย่างไม่ขัดขืน นั่นคือเข็มทิศอันจริงแท้ของผู้ปฏิบัติที่จะชี้ไปยังทิศแห่งปัจจุบันขณะเสมอ  แต่กว่าการซึมซับเข้าสู่เนื้อสู่ตัวจะเกิดขึ้นได้อย่างจริงใจเป็นธรรมชาติ การถูกตบหน้าจนสลบครั้งแล้วครั้งเล่าจำเป็นต้องเกิดขึ้น กระบวนการทั้งหมดช่างเป็นเรื่องเจ็บแสบปนตลกขบขัน เป็นความน่าอับอายขายขี้หน้า ที่ยากจะรับได้ของเส้นทางการขัดเกลาตน  ความขรุขระ เทอะทะ หยาบกระด้าง จะค่อยๆถูกเจียระไนให้เนียน ใส และคมชัดด้วยวงล้อวัฏสงสาร  เจ็บ ปวด แตก สลาย กลายเป็นพลังแห่งความตื่นจากการเข้าไปสัมผัสทุกขสัจจ์อย่างตรงไปตรงมา เปิดลอกม่านบังตาทางตรรกะออกทีละชั้น จนเราสามารถเห็น สัมผัส และดื่มด่ำโลกด้วยใจที่เปล่า ปล่อย และเปลือยแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อย่าได้สับสนความพึงใจในนิโรธ โดยปราศการเอาชีวิตเข้าแลกบนอริยมรรค” เส้นทางการแสวงหา “ครู” ไม่ได้ถูกโรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ได้มีไว้ให้หลับๆตื่นๆ งงๆและงมงายไปวันๆ  ไม่ได้มีไว้ให้กับ “ผู้รู้” ผู้ไม่ยอมลงมาเนียนัว เกลือกกลั้วกับดินโคลนแห่งประสบการณ์ชีวิตเพราะกลัวเจ็บ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยถ้อยคำประหลาด ไม่ต่างกับการพบเจอหญิงอัปลักษณ์ ๓๗ ประการ ที่พูดอะไรไม่รู้เรื่อง เราอาจจะรู้สึกรังเกียจ และไล่เตะหญิงอัปลักษณ์ (และหนังสือเล่มนี้) ไปอย่างไม่ใยดี  แต่บางทีเงามืดของเธอที่ทอดทับโลกที่คาดเดาได้ของเรา อาจเข้ามาเสียดสีให้เรารู้สึกระคายเคือง เกิดเป็นคำถามกับตัวเอง ที่รู้สึกดีที่ได้ถาม จนอาจนำไปสู่การเดินทางออกตามหา “ตีโลปะ” ก็ได้ใครจะไปรู้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และผมก็แอบหวังเช่นนั้นอยู่ลึกๆ…&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจักขณ์ พานิช&lt;br /&gt;สิงหาคม ๒๕๕๒&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;________________________________&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข่าวฝากประชาสัมพันธ์มณฑลวัชรปัญญา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. จิตวิญญาณแห่งผืนดิน กับ โจน จันได ๙ ถึง ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒   ณ สวนพันพรรณ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นานๆทีจะมีคอร์สพรรณนี้ ภาวนา เข้าป่า ปลูกผัก นอนบ้านดิน กินออร์แกนิค  สมัครไปอย่าได้ลังเล รีทรีทเดียวและรีทรีทสุดท้ายที่เหลืออยู่ของปีนี้ ก่อนวิจักขณ์จะหลบกบดานอยู่ที่บ้านตีโลปะ (เหล่านักรบ "ภาวนาคือชีวิต" พิจารณามารวมตัวกันที่นี่ด่วน) ติดต่อ shambhala04@gmail.com หรือ นภา 089-160-3588&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. หนังสือยังไม่เสร็จ  ใจเย็นๆ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-175468454241892436?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/175468454241892436'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/175468454241892436'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/09/blog-post.html' title='จดหมายข่าววัชรปัญญาประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-5950678403256907419</id><published>2009-08-31T08:14:00.001+07:00</published><updated>2009-08-30T08:57:05.171+07:00</updated><title type='text'>A Golden Compass</title><content type='html'>Forget every idea of right and wrong&lt;br /&gt;Any classroom ever taught you&lt;br /&gt;Because an empty heart, a tormented mind, unkindness, jealousy and fear are always the testimony that you have been completely fooled.&lt;br /&gt;Turn your back on those who would imprison your wondrous spirit&lt;br /&gt;with deceit and lies&lt;br /&gt;Come join the honest company of the king’s beggars, those gamblers, scoundrels and divine clowns and those astonishing fair courtesans who need divine love every night&lt;br /&gt;Come join the courageous who have no choice but to bet their entire world that indeed God is real&lt;br /&gt;Let me lead you into the circle of the beloved’s cunning thieves, those playful royal rouges, the ones you can trust for true guidance who can aid you in this blessed calamity of life. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Shams al-Din Hafiz&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-5950678403256907419?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5950678403256907419'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/5950678403256907419'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/08/golden-compass.html' title='A Golden Compass'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-7010116528663926009</id><published>2009-08-28T02:07:00.001+07:00</published><updated>2009-08-28T02:08:18.135+07:00</updated><title type='text'>Absolutely Clear</title><content type='html'>Don't surrender your loneliness &lt;br /&gt;So quickly. &lt;br /&gt;Let it cut more deep. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Let it ferment and season you &lt;br /&gt;As few human &lt;br /&gt;Or even divine ingredients can. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Something missing in my heart tonight &lt;br /&gt;Has made my eyes so soft, &lt;br /&gt;My voice &lt;br /&gt;So tender, &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;My need of God &lt;br /&gt;Absolutely &lt;br /&gt;Clear. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Shams al-Din Hafiz&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(from my heart sister, Kanya)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-7010116528663926009?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/7010116528663926009'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/7010116528663926009'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/08/absolutely-clear.html' title='Absolutely Clear'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-10891302.post-3936085649342574853</id><published>2009-08-25T00:36:00.000+07:00</published><updated>2009-08-25T00:38:34.857+07:00</updated><title type='text'>หยั่งราก</title><content type='html'>รากแก้ว&lt;br /&gt;เกิดขึ้นจากการที่ทุกคนมีความศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองเป็น &lt;br /&gt;ทั้งในศักยภาพ และข้อจำกัด &lt;br /&gt;จนนำไปสู่ความไว้วางใจในทุกประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา &lt;br /&gt;ไม่ว่ามันจะดีหรือร้ายอย่างไรในสายตาผู้อื่น &lt;br /&gt;รากแก้วหาได้เป็นความบูชาในพระศาสนา &lt;br /&gt;หาใช่ความบ้าในอุดมคติ...&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/10891302-3936085649342574853?l=vichak.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/3936085649342574853'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/10891302/posts/default/3936085649342574853'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://vichak.blogspot.com/2009/08/blog-post_24.html' title='หยั่งราก'/><author><name>วิจักขณ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/06934569399161028960</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#t
